You are here

ย่อคำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองในคดีเกี่ยวกับกฎ

1. คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.22/2554 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.15/2551

                ผู้ฟ้องคดีเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยมโดยเป็นผู้ต้องโทษในคดีความผิดต่อชีวิตตามมาตรา 288 แห่งประมวลกฎหมาย อาญา และต้องคำพิพากษาของศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีหมายเลขแดงที่ 7698/2544 ให้จำคุก 20 ปี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้อยู่ในบังคับของ มาตรา 8 แห่ง พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 ที่จะต้องได้รับการลดโทษ จากการอภัยโทษเหลือเพียง 13 ปี 4 เดือน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กลับกำหนดข้อกำจัดไว้ในมาตรา 6 และ 7 ให้อยู่ใต้บังคับมาตรา 8 จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับการลดโทษเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น ผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องจากบทบัญญัติ ดังกล่าว และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายนั้น ต้องมีคำบังคับของศาลตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดยสั่งให้เพิกถอนบทบัญญัติดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน จึงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนบทบัญญัติดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั้งการฟ้องเพิกถอนบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาที่มีสภาพเป็นกฎเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมาย กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถยื่นคำฟ้องได้โดยมิต้องดำเนินการตามขั้นตอนหรือวิธีการ สำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนฟ้องคดีต่อศาลปกครองแต่อย่างใด แต่โดยที่ผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้อยู่ในบังคับของมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องจากบท บัญญัติดังกล่าวที่จะมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนบทบัญญัติดังกล่าวได้ นอกจากนั้นแม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการร่าง พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550) จะเป็นผู้ยกร่างพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษฉบับดังกล่าว แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะรัฐมนตรี) จะเห็นชอบให้ถวายคำแนะนำ ให้พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นใช้บังคับตามร่างพระราชกฤษฎีกาพระ ราชทานอภัยโทษที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้จัดทำขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นสำคัญ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงมิได้ก่อความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรืออาจจะก่อความเดือดร้อนหรือความ เสียหายให้เกิดแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นคดีนี้ และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้ดุลพินิจถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ให้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 187 และมาตรา 191 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กับมาตรา 261 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2517 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 ขึ้นใช้บังคับ จึงไม่เป็นการละเมิด พระบรมเดชานุภาพ ลิดรอนและบิดเบือนพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษดังที่ผู้ฟ้องคดีอ้างมาในคำฟ้องแต่อย่างใด
กรณีจึงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปว่า มาตรา 8 แห่ง พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมดังที่ ผู้ฟ้องคดีอ้างมาในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ใช้อำนาจรัฐปฏิบัติต่อบุคคลแตกต่างกันเพราะเหตุแห่งความแตกต่างใน เรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือ ในเรื่องอื่นใด จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมได้ก็ต่อเมื่อการปฏิบัติต่อบุคคล แตกต่างกันเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องต่างๆ ดังกล่าว เป็นไปตามอำเภอใจ ของผู้ใช้อำนาจรัฐ ปราศจากเหตุผลอันควรค่าแก่การรับฟังเท่านั้น แต่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ความผิดทางอาญาตามบัญชีลักษณะความผิดท้าย พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 เป็นความผิดที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ สวัสดิภาพในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนมากกว่าความผิดทางอาญาฐานอื่นๆ รัฐจึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดทางอาญา อย่างเฉียบขาดปราศจากการผ่อนปรนอย่างใดๆ และการไม่พระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่ สุดในความผิดตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวหรือพระราช ทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดในความผิด ตามบัญชีลักษณะความผิดท้ายพระราชกฤษฎีกาเดียวกัน ลดโทษจากกำหนดโทษน้อยกว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดใน ความผิดฐานอื่น ก็น่าจะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปเกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำความผิดทางอาญาตามบัญชีลักษณะความผิดท้าย พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 อันจะยังผลให้มีผู้กระทำผิดทางอาญาดังกล่าวน้อยลงหรืออย่างน้อยๆ ก็ไม่ทวีจำนวนมากขึ้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้ดุลพินิจถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อเป็นการถวายพระราชกุศล และเพื่อให้โอกาสแก่บุคคลเหล่านั้นกลับประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 จึงมิได้เป็นไปตามอำเภอใจ หากแต่มีเหตุผลอันควรค่าแก่การรับฟังเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น มาตรา 8 แห่ง พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2550 จึงมิได้มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดีและนักโทษเด็ดขาดเช่นผู้ ฟ้องคดีโดยไม่เป็นธรรมอันเป็นการขัดต่อมาตรา 30 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และ ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่อย่างใด


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


2. คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.21/2554 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.38/2554

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 1 และ นายกรัฐมนตรี ที่ 2) ไม่สนับสนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปได้ยาก และขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับความเสมอภาคและความเท่าเทียมกัน โดยมีคำขอข้อที่ 1 และที่ 2 โดยให้คณะกรรมการการเลือกตั้งร่วมกับรัฐบาลจัดให้มีรายการ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ โดยให้โอกาสทุกพรรคการเมืองแถลงนโยบายอย่างน้อย พรรคการเมืองละสามสิบนาที หรือให้พรรคการเมืองจับฉลากเพื่อแถลงนโยบาย โดยออกรายการสดทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจครั้งละสามพรรคการเมือง พรรคการเมืองละหนึ่งชั่วโมง นั้น เป็นการฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่ตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และมาตรา 10 (3) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ในการสนับสนุนให้การเลือกตั้งมีความเสมอภาคและมีโอกาสทัดเทียมกันในการหา เสียงเลือกตั้ง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว ส่วนคำขอข้อที่ 3 และที่ 4 ที่ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองห้ามพรรคการเมืองทุกพรรคจัดเวทีปราศรัย มีรถหาเสียง ติดป้ายรณรงค์หาเสียง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ให้ผู้สมัครทุกพรรคทุกคน คนละ 200,000 บาท นั้น เห็นว่า เป็นกรณี ที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่า การกำหนดเงินในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งคนละไม่เกิน 1,500,000 บาท สร้างความได้เปรียบให้แก่พรรคการเมืองที่มีนายทุนสนับสนุน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาคำฟ้องในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอหรือร้องขอต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการตามที่กฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไว้ กรณีจึงยังไม่อาจถือได้ว่า มีข้อพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง อันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


3. คดีหมายเลขแดงที่ อ.425/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.129/2549

                ข้อเท็จ จริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดี (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยอำนาจตามข้อบังคับการ ไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. 2517 ข้อ 55 และข้อบังคับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง พ.ศ. 2522 ข้อ 5 รวมสามกรณี คือ (1) คำสั่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 และคำสั่งของผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ลงวันที่ 11 กันยายน 2541 ที่อนุมัติให้ระบุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม กรณีการจ้างเหมาเอกชนตัดต้นไม้ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอหาดใหญ่ (2) คำสั่งการไฟฟ้าเขต 3 ภาค 4 ยะลา ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 และคำสั่งของผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคใต้) ยะลา ลงวันที่ 27 เมษายน 2541 ที่อนุมัติให้ระบุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม กรณีงานขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้หน่วยราชการล่าช้าจนทำให้ถูกปรับจากส่วน ราชการ และ (3) คำสั่งการไฟฟ้าเขต 3 ภาคใต้ ยะลา ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2541 และคำสั่งของผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคใต้) ยะลา ลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2542 ที่อนุมัติให้ระบุผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม กรณีงานก่อสร้างขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าในที่ดินจัดสรรของเอกชน จำนวน 11 โครงการ แม้การกระทำของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหายจะ เกิดขึ้นก่อนเวลาที่ พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีผลใช้บังคับ และการวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดผู้ถูกฟ้องคดีหรือไม่ และหรือจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นจำนวนเท่าใด ต้องเป็นไปตามมาตรา 420 และมาตรา 432 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ในเวลาที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำการอันเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสีย หาย แต่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 17 และข้อ 18 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 ข้อ 3
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดย กรส. ได้มีคำวินิจฉัยสั่งการว่าผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ถูก ฟ้องคดีกรณีการจ้างเหมาเอกชนตัดต้นไม้ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอหาดใหญ่ กรณีงานขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้หน่วยราชการ และกรณีงานก่อสร้างขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าในที่ดินจัดสรรของเอกชน จำนวน 11 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 295,048.28 บาท โดยก่อนมีคำวินิจฉัยสั่งการดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ข้อ 17 ข้อ 18 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 ข้อ 3 ดังกล่าว จึงเป็นคำวินิจฉัยสั่งการที่ไม่ชอบ ทั้งผู้ฟ้องคดีเองก็ยังคงโต้แย้งความไม่ถูกต้องตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวอยู่ ดังนั้น แม้หนี้ค่าเสียหายที่ผู้ถูกฟ้องคดีโดย กรส. วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีกับหนี้เงินชดเชยกรณีพ้นจาก ตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานและหนี้ เงินโบนัสประจำปี พ.ศ. 2541 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระแก่ผู้ฟ้องคดีจะเป็นหนี้อันมีวัตถุอย่างเดียวกัน คือ การส่งมอบทรัพย์สิน ซึ่งในที่นี้ก็คือเงินที่ต้องชำระแก่กันและกัน แต่เมื่อสิทธิของผู้ถูกฟ้องคดีในอันที่จะเรียกร้องให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่า เสียหายเพื่อการละเมิดที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำต่อผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติ หน้าที่ เป็นสิทธิเรียกร้องยังมีข้อต่อสู้อยู่เช่นนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องห้ามตามมาตรา 344 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มิให้นำเอามาหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณ อายุหรือเงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานและหนี้เงินโบนัสประจำปี พ.ศ. 2541 ที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต้องชำระแก่ผู้ฟ้องคดีได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนำเอาสิทธิเรียกร้องที่ผู้ถูกฟ้องคดี โดย กรส. วินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีต้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 295,048.28 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี เพื่อการละเมิดซึ่งผู้ฟ้องคดีได้กระทำต่อผู้ถูกฟ้องคดีในการปฏิบัติหน้าที่ มาหักกลบลบหนี้กับหนี้เงินชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุหรือ เงินเพื่อตอบแทนความชอบในการทำงานและเงินโบนัสที่ผู้ถูกฟ้องคดีต้องชำระแก่ ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเพื่อการละเมิด ที่ทำต่อผู้ฟ้องคดี โดยคืนเงินที่ได้ยึดและต่อมาหักกลบลบหนี้ค่าเสียหายเพื่อละเมิด จำนวน 295,048.28 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุหรือเงินเพื่อตอบแทน ความชอบในการทำงาน จำนวน 162,206.64 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2542 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโบนัสประจำปี พ.ศ. 2541 จำนวน 132,841.64 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จ และชดใช้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินชดเชยกรณีพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุหรือเงินเพื่อตอบแทน ความชอบในการทำงานที่ ผู้ถูกฟ้องคดีจ่ายให้ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 เป็นเงิน 200,973.36 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2542 ถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี เป็นเงินจำนวน 57,814.24 บาท ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ดอกเบี้ยของเงินชดเชยในส่วนนี้ไว้ แล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


4. คดีหมายเลขแดงที่ อ.303/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.796/2549

                คดีนี้ ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรุงเทพมหานคร) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีปรับปรุงซอยท่าเรือจากถนนร่มเกล้าถึงคลองสาม และจากถนนคุ้มเกล้าถึงคลองสี่ตามสัญญา ลงวันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นเวลา 120 วัน ซึ่งผู้ฟ้องคดีจะต้องเริ่มทำงานภายในวันที่ 1 เมษายน 2546 กำหนดแล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 แต่ผู้ฟ้องคดีทำงานแล้วเสร็จช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 185 วัน จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีผิดสัญญา ซึ่งตามข้อ 17 ของสัญญาผู้ฟ้องคดีจะต้องถูกหักเงินค่าจ้างหรือเงินประกันหรือหลักประกันการ ปฏิบัติตามสัญญาเป็นค่าปรับวันละ 20,367 บาท กรณีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงาน ตามสัญญาจ้างล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดตามสัญญามีสาเหตุมาจากผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า จากหลักฐานบันทึกผลการทำงานของผู้ฟ้องคดีซึ่งนายช่างโยธาผู้ควบคุมงานได้ บันทึกไว้ ฟังเป็นที่ยุติว่าผู้ฟ้องคดีไม่เข้าทำงานตามสัญญาทำให้ระยะแรกต้องเสียเวลา ไปถึง 21 วัน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2546 ตำรวจท้องที่และตำรวจทางหลวงได้มีประกาศขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้หยุดทำ การขนวัสดุช่วงเทศกาลเช็งเม้งและสงกรานต์นั้น ชอบที่ผู้ฟ้องคดีจะแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบและขออนุญาตงดทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีก็หาได้ปฏิบัติดังกล่าวไม่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ และที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2546 เป็นต้นไปแล้ว ก็เป็นเพียงการขนย้ายวัสดุมากอง ไว้บริเวณหน้างานที่ก่อสร้างเท่านั้นแล้วหยุดงานไปอีก โดยอ้างว่าต้องรอผลการทดสอบวัสดุ ที่จะนำมาทำการก่อสร้างถนน จนกระทั่งเมื่อทราบผลแล้วจึงได้เข้าทำงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเป็นช่วงใกล้เข้าฤดูฝน ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีจะต้องวางแผน และดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา ประกอบกับการทดสอบวัสดุจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถทราบผลได้ทันที นอกจากนี้ กรณีบันทึกรายงานผลการทำงานของผู้ฟ้องคดีก็น่าเชื่อว่า ได้จัดทำขึ้นตามข้อเท็จจริง และผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตราบริษัทเป็นหลักฐานไว้ โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดีทำงานล่าช้าจนผู้ถูกฟ้องคดีปรับค่าจ้างเป็นเพราะความผิด ของผู้ฟ้องคดีเองที่ไม่เข้าทำงานตามสัญญาและเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนที่ ได้เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อมา แม้ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ก็เป็นช่วงเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะก่อนที่ผู้ฟ้องคดี จะเข้าเสนอราคาต้องมีการตรวจสอบและออกไปดูสถานที่ที่จะทำการก่อสร้างแล้วว่า มีสภาพอย่างใด ดังนั้น การที่ฝนตกหนักทำให้น้ำเริ่มท่วมในขณะที่สัญญายังเหลืออีก 35 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 และต่อเนื่องจนผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องทำงานล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 168 วัน จึงเป็นเหตุการณ์ปกติตามฤดูกาลที่เกิดขึ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยเพราะเกิดอุทกภัยตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจอ้างเอาเหตุที่ฝนตกน้ำท่วมบริเวณที่ก่อสร้างมาเป็นอุปสรรคเพื่อขอ ต่ออายุสัญญาให้แก่ ผู้ฟ้องคดีออกไปอีก 168 วันได้ เพราะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกองสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ นว.165/2500 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2500 ข้อ 2 (ก) การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต่ออายุสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีออกไปอีก 168 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจชอบด้วยกฎหมาย แล้ว โดยที่ตามข้อ 132 ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 กำหนดว่า ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา หรือข้อตกลงได้และจะต้องมีการปรับตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างให้หน่วยงานเสนอผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น เมื่อปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเวลา 185 วัน วันละ 20,367 บาท เป็นเงิน 3,767,895 บาท โดยผู้ฟ้องคดีเพียงแต่มีหนังสือขอผ่อนปรนการบอกเลิกและยืนยันว่าเมื่อน้ำ ท่วม ที่บริเวณก่อสร้างลดลงแล้วจะทำการก่อสร้างต่อไปให้แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้ยินยอมเสียค่าปรับดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อันจะทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถผ่อนปรน การบอกเลิกสัญญาได้ตามข้อ 132 ของข้อบัญญัติข้างต้น หนังสือของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงมิใช่หนังสือขอผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาแต่ อย่างใด ดังนั้น เมื่อค่าปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักจากเงินค่าจ้างจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จ้าง คือ 407,326 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องบอกเลิกสัญญา เมื่อไม่มีการยกเลิกสัญญาจึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบัญญัติข้างต้นเสียเอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 3,767,895 บาท ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างที่ควรจะปรับได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีได้เพียงเงินจำนวน 407,326 บาท และต้องชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือจากการหักค่าปรับให้แก่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 3,665,934 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็น วันสุดท้ายของการครบกำหนดเบิกจ่ายเงินเหลื่อมปี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้และ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามมาตรา 204 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,665,934 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


5. คดีหมายเลขแดงที่ อ.286/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.376/2548

                ผู้ฟ้อง คดีถูกพนักงานอัยการยื่นฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญาในข้อหาหรือ ฐานความผิดส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีหนังสือร้องขอให้รัฐบาลไทยส่งตัว ผู้ฟ้องคดีไปดำเนินคดีในประเทศสหรัฐอเมริกา ในความผิดฐานสมคบวางแผนร่วมกันกับพวกลักลอบนำเฮโรอีนเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้ฟ้องคดีได้อ้างสัญชาติไทยเป็นข้อต่อสู้ ซึ่งกรมการปกครองได้รับแจ้งจากกระทรวงมหาดไทยว่าสำนักงานอัยการสูงสุดจำเป็น ต้องใช้หลักฐานการมีบัตรประจำตัวประชาชนปลอมและการจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียน บ้านของจำเลยเพื่อใช้ในการดำเนินคดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิบดีกรมการปกครอง) จึงได้พิจารณาสั่งการให้จำหน่ายรายการบุคคลของผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนบ้าน และจำหน่ายหลักฐานการทำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (นายทะเบียนจังหวัดเชียงราย) และ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (นายทะเบียนอำเภอแม่สาย) ก็ได้ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว ซึ่งการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงจากหน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องแล้ว และจากหลักฐานต่างๆ เห็นว่าการดำเนินการจัดทำหลักฐานทางทะเบียนของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือระเบียบทางการทะเบียนราษฎร แต่อย่างไรก็ตาม เอกสารหลักฐานหรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทั้งหมดเป็นข้อมูลของฝ่ายปกครองเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่ปรากฏเอกสารอันเป็นหลักฐานสำคัญ ที่จะสามารถบ่งชี้ถึงสถานะของผู้ฟ้องคดีได้อย่างชัดแจ้ง อีกทั้ง หนังสือสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2538 และลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 ที่ระบุว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นสมาชิกก๊กมินตั๋ง เกิดในมณฑลยูนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ใช่ชนชาติพม่าและได้เดินทางลี้ภัยอาศัยอยู่ในประเทศไทย นั้น หากเป็นไปตามข้อมูลดังกล่าว ในช่วงปี พ.ศ. 2492 ผู้ฟ้องคดีจะต้องมีอายุพอสมควรอย่างน้อยก็จะต้องเป็นวัยรุ่น แต่จากภาพถ่ายของผู้ฟ้องคดีเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีอายุตามวัยของบุคคลที่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2497 ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้โต้แย้ง ข้อมูลดังกล่าวจึงยังมีข้อสงสัยในเรื่องประวัติของผู้ฟ้องคดีตามที่ทางการ พม่าระบุ เป็นอย่างมาก ซึ่งไม่มีหลักฐานอื่นใดที่จะยืนยันความถูกต้องของข้อมูลได้เช่นกัน กรณีจึงเห็นได้ว่าพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำมาพิจารณาประกอบในการสั่งการให้จำหน่ายรายการบุคคลของผู้ฟ้องคดีออกจาก ทะเบียนบ้านและจำหน่ายหลักฐานการทำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดียังมี ความน่าสงสัยอยู่พอสมควร และไม่มีน้ำหนักมากเพียงพอถึงขนาด ที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้หลักฐานทางทะเบียนราษฎรและหลักฐานการทำบัตร ประจำตัวประชาชนมาโดยไม่ชอบ ในขณะที่หลักฐานทางการทะเบียนราษฎรของผู้ฟ้องคดีเท่าที่ปรากฏ ก็ไม่อาจบ่งชี้ถึงความต่อเนื่องของหลักฐานทางการทะเบียนราษฎรได้อย่างชัด แจ้งโดยปราศจาก ข้อสงสัย ส่วนหนึ่งที่ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้ก็เกิดจากการเก็บรักษาหลักฐานของ ทางราชการที่ไม่ดีพอด้วย อย่างไรก็ดี ผู้ฟ้องคดีได้นำเสนอพยานหลักฐานเช่น วุฒิการศึกษา หลักฐานการรับโอนที่ดินจากนาง น. และการขึ้นบัญชีทหารกองเกินของผู้ฟ้องคดี แม้จากเอกสารทั้งหมดจะไม่ปรากฏใบสูติบัตรของผู้ฟ้องคดีก็ตาม แต่ก็มีน้ำหนักน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนาย ส. และนาง น. และเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด ดังนั้น แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งจำหน่ายรายการทะเบียนที่ปรากฏหลักฐานน่าเชื่อว่าได้ดำเนินการไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือระเบียบของทางราชการก็ตาม แต่หลักฐานดังกล่าวก็ต้องมีความน่าเชื่อถือพอสมควร ซึ่งได้วินิจฉัยแล้วว่าพยานหลักฐานที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำมาประกอบการพิจารณา ยังมีความน่าสงสัยและไม่มีน้ำหนักมากเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ หลักฐานทางทะเบียน ราษฎรและหลักฐานการทำบัตรประจำตัวประชาชนมาโดยไม่ชอบ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สั่งการ ให้จำหน่ายรายการบุคคลของผู้ฟ้องคดีออกจากทะเบียนบ้านและจำหน่ายหลักฐานการ ทำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดี โดยเฉพาะการที่ให้ระบุว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้สัญชาติไทย จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ขัดต่อข้อเท็จจริงเป็นอย่างยิ่ง อันเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งแม้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะอ้างว่าเป็นการดำเนินการทางทะเบียนราษฎรเท่านั้น แต่ก็ทำให้ผู้ฟ้องคดี ต้องเสียสิทธิในสัญชาติไทยที่เคยมี ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2538 ในส่วนที่แจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการจำหน่ายหลักฐานการทะเบียนราษฎรและหลักฐานการทำบัตรประจำตัวประชาชน ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ดำเนินการจำหน่ายหลักฐานทางการทะเบียนราษฎรและหลักฐานการทำบัตรประจำตัว ประชาชนของผู้ฟ้องคดีตามคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการกระทำ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเช่นกัน จึงเห็นควรเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีด้วยการออกคำ บังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการการแก้ไขหลักฐานทางการทะเบียนราษฎร และหลักฐานการทำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ฟ้องคดีให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมด้วย ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


6. คดีหมายเลขแดงที่ อ.269/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.123/2553

                ผู้ฟ้อง คดีเป็นนิติบุคคลอาคารชุด อดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัท ร. จำกัด ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนอาคารชุดโดยระบุคำขอในข้อ 2 ว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 33745 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และ ใช้ชื่ออาคารชุดว่าอดามาสรามคำแหง โดยแนบเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 33745 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ) ได้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบสภาพที่ดินและอาคารแล้วได้รับรายงาน ว่าสภาพที่ดินและอาคารตรงตามที่ยื่นคำขอ ส่วนเอกสารตามข้อ 3 (7) ของระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2537 บริษัท ร. จำกัด ผู้ยื่นคำขอ ไม่ได้แนบเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ คือ ใบอนุญาตให้ก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคาร และใบรับรองจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น (แบบ อ. 6) ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารดัดแปลงอาคาร และใบรับรองการก่อสร้างอาคารดัดแปลงหรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยบริษัท ร. จำกัด เป็นเจ้าของและผู้ครอบครอง ซึ่งอาคารตั้งอยู่ในที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 33745 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 33746 และเลขที่ 33747 เป็นที่ดินของบริษัท ก. จำกัด และบริษัท ร. จำกัด ผู้ยื่นคำขอไม่ได้แนบเอกสารดังกล่าวเพื่อให้พนักงานตรวจสอบ แต่โดยที่เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญอันจะแสดงให้เห็นว่าอาคารชุดที่มา ยื่นขอจดทะเบียนได้ก่อสร้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ควบคุมอาคารหรือไม่ ก่อสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ใด เพื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่า การขอจดทะเบียนอาคารชุดเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งกรณีพิพาทหากพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังตามที่บุคคลจะพึงมีตามวิสัยและพฤติการณ์ ไม่ละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติโดยเรียกเอกสารให้ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ในข้อ 6 (3) ของกฎกระทรวง (พ.ศ. 2523) ออกตามความใน พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2537 พนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ย่อมพบข้อเท็จจริงว่าในการยื่น คำขออนุญาตดัดแปลงอาคารระบุว่าอาคารตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 33745 เลขที่ 33746 และเลขที่ 33747 ซึ่งที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 33746 และเลขที่ 33747 ดังกล่าว บริษัท ร. จำกัด ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจรับจดทะเบียนอาคารชุดให้ได้ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 และโดยที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 33747 มีการก่อสร้างท่อระบายน้ำ ท่อระบายน้ำเสีย และระบบไฟฟ้าของอาคารชุด แม้จะก่อสร้างอยู่ใต้พื้นดิน แต่ก็เป็นสิ่งก่อสร้างหรือระบบที่สร้างขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัย หรือสภาพแวดล้อมภายในอาคารชุด จึงเป็นทรัพย์ส่วนกลางตามมาตรา 15 (10) แห่ง พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 จะต้องนำเอาโฉนดที่ดินเลขที่ 33747 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางมาจดทะเบียนด้วย การประมาทเลินเล่อละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีข้อเท็จจริงในการ จดทะเบียนไม่ครบถ้วน การรับจดทะเบียนอาคารชุดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริง มิได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 33747 มาจดทะเบียนไว้เป็นทรัพย์ส่วนกลาง จึงเป็นการ จดทะเบียนอาคารชุดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็น การละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 33746 ไม่ได้มีสิ่งก่อสร้างใดของผู้ฟ้องคดีตั้งอยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่ ทรัพย์ส่วนกลาง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์ว่าระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุดมิได้ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบวิธีการก่อสร้างโดยสร้างฐานราก ถนน ระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของอาคาร หรือสิ่งก่อสร้างที่อยู่ ใต้ผิวดินลงไป เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบตัวอาคารทั้งหมดแล้ว พบว่าอาคารตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 33745 ตรงตามคำขอจดทะเบียน การจดทะเบียนอาคารชุดดังกล่าว จึงถูกต้องตามอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดไว้แล้ว จึงไม่อาจรับฟังได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ผู้ฟ้องคดีมิได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการทำละเมิด เพียงแต่ฟ้องขอให้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการแก้ไขทรัพย์ส่วน กลางของนิติบุคคลอาคารชุด อดามาสรามคำแหง คอนโดมิเนียม ให้เป็นไปตามแบบแปลนการขออนุญาตก่อสร้างอาคารโดยรวมโฉนดที่ดินเลขที่ 33746 และเลขที่ 33747 ด้วย เห็นว่า การจดทะเบียนอาคารชุดผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 พนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสามารถอนุญาตให้จดทะเบียนได้ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 33746 และที่ดินโฉนดเลขที่ 33747 มีบริษัท ก. จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ที่ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง จดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางจึงมิได้เป็นทรัพย์ของผู้ฟ้องคดี ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับ ให้นำทรัพย์ของผู้อื่นมาจดทะเบียนเป็นทรัพย์ส่วนกลางของผู้ฟ้องคดีได้ ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


7. คดีหมายเลขแดงที่ อ.265/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.622/2552

                เมื่อคณะ อนุกรรมการสอบสวนกรณีผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวโทษว่ามีพฤติกรรม ผิดจรรยาบรรณต่อวิชาชีพการสัตวแพทย์ได้รับคำกล่าวโทษและพยานเอกสาร บทความในวารสาร พ. แล้ว ได้มีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนในเรื่องที่ ถูกกล่าวโทษ ซึ่งผู้ฟ้องคดี ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนว่าไม่ทราบข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ในขณะที่ตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าว แต่หลังจากได้รับหนังสือตักเตือน จากสัตวแพทยสภาก็ทราบดีและจะระมัดระวังมากขึ้น ถ้าหากมีการสัมภาษณ์ในลักษณะใกล้เคียงเกิดขึ้นอีกจะระมัดระวังในการตักเตือน ผู้สัมภาษณ์และขอตรวจสอบข้อมูลก่อนจะให้มีการตีพิมพ์ โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ร้องขอให้ทำการสอบสวนพยานอื่นประกอบ ดังนั้น เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอจึงได้เสนอความเห็นต่อ คณะกรรมการสัตวแพทยสภา และคณะกรรมการสัตวแพทยสภาก็ไม่ได้ให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรม ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพและมีมติให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จึงเป็นการดำเนินการสอบสวนกรณี มีการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์โดยชอบด้วยกฎหมาย แล้ว ส่วนถ้อยคำของผู้ฟ้องคดี ที่แจ้งให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทราบว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพในขณะที่ มีการตีพิมพ์ แต่หลังจากนั้นได้รับหนังสือตักเตือนจากสัตวแพทยสภาก็ทราบดีและจะระมัดระวัง มากขึ้น ถ้าหากมีการสัมภาษณ์ในลักษณะใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้น อีกจะระมัดระวังในการตักเตือนผู้สัมภาษณ์และขอตรวจสอบข้อมูลก่อนจะให้มีการ พิมพ์ นั้น ข้อความดังกล่าวเป็นการให้ถ้อยคำที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคต ไม่เป็นเหตุให้การบันทึกถ้อยคำหรือการสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด และเมื่อคำสั่งสัตวแพทยสภาที่ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดี ที่มีข้อความระบุว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนจากหลักฐานต่างๆ และได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวโทษรับทราบข้อกล่าวโทษ และมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวโทษทั้งสองไม่มีเหตุใดที่จะมาอ้างว่าไม่ทราบข้อบังคับ จนเป็นเหตุให้มีการโฆษณา การประกอบวิชาชีพของตน จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดี มีพฤติกรรมผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ข้อ 24 แห่งข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 เห็นสมควรให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือน นั้น เป็นข้อความที่ให้เหตุผลในการวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา 45 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 แล้ว และการแจ้งคำสั่งเป็นเพียงกระบวนการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ถูกลงโทษทราบ อีกทั้งมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้แจ้งผู้ถูกลงโทษภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่ง ก็เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ออกคำสั่งปฏิบัติเท่านั้น หาได้เป็นเหตุทำให้คำสั่งดังกล่าวสิ้นผลตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่าง ใด
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวารสาร พ. ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2548 เผยแพร่บทความสัตวแพทย์นักบุญของสุนัขและแมว ในคอลัมน์สนุกกับงานที่ผู้ฟ้องคดีกับนายสัตวแพทย์ พ. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตน โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้นักข่าวของวารสารดังกล่าวนำบทความมา ตรวจสอบก่อนว่าจะขัดกับการประกอบวิชาชีพของตนหรือไม่ก่อนนำลงตีพิมพ์เพื่อ เผยแพร่ต่อสาธารณชน ประกอบกับการให้นักข่าวถ่ายภาพเพื่อประกอบบทความขณะที่ผู้ฟ้องคดีสวมเสื้อ สัตวแพทย์ที่มีเครื่องหมายของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อติดอยู่ แม้จะมีขนาดเล็กที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ แต่เมื่ออ่านประกอบบทความแล้วย่อมทราบได้ว่าเป็นของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ อันอาจนำไปใช้ในทางโฆษณาการประกอบวิชาชีพของตน จึงเป็นการไม่ระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมีเพื่อป้องกันมิให้การประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองเผยแพร่ความรู้ความ สามารถของตน แม้ผู้ฟ้องคดี จะอ้างว่าขณะนั้นอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม การที่ผู้ฟ้องคดีถอดเพียงเสื้อสัตวแพทย์ที่มี ตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสัตว์ย่อมอยู่ในวิสัยที่ผู้ฟ้องคดีสามารถกระทำได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อ 24 ของข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 อีกทั้งโทษว่ากล่าวตักเตือนเป็นโทษที่เบาที่สุดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสัตวแพทยสภา) ที่ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


8. คดีหมายเลขแดงที่ อ.251/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.730/2550

                ผู้ฟ้อง คดีรับราชการเป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ตำแหน่งบุคลากร 4 สำนักปลัดเทศบาลตำบลสนั่นรักษ์ จังหวัดปทุมธานี ต่อมาได้โอนย้ายไปบรรจุเป็นข้าราชการศาลยุติธรรม ในตำแหน่งเจ้าพนักงานศาลยุติธรรม 3 สำนักงานประจำศาลจังหวัดเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิได้รับค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัวในลักษณะเหมาจ่ายได้จาก สังกัดเดิมตามข้อ 32 ประกอบกับข้อ 40 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้า หน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2526 เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ทำสัญญายืมเงินกับทางราชการไว้ก่อน หากผู้ฟ้องคดีประสงค์จะขอเบิกค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัวจะต้องยื่นคำร้องและ ต้องยื่นรายงานการเดินทาง ในขณะนั้น คือ แบบใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการหรือเรียกว่าแบบ 8708 เมื่อผู้ฟ้องคดียอมรับว่าได้ปฏิบัติราชการอยู่ที่เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์จน ถึงวันที่ 31 มกราคม 2546 และ ออกเดินทางในช่วงเย็นของวันศุกร์ที่ 31 มกราคม 2546 เพื่อไปรายงานตัวที่สำนักงานประจำ ศาลจังหวัดเดชอุดม ในวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2546 แต่ผู้ฟ้องคดีได้ทำบันทึกข้อความ ลงวันที่ 29 มกราคม 2546 เพื่อขอเบิกค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัว และได้ยื่นใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการโดยพิมพ์เป็นแบบ 8707 มิใช่แบบ 8708 ทั้งมิใช่แบบ 8703 ที่ทางราชการยกเลิกแล้วแต่อนุโลมให้ใช้ได้ในขณะนั้น ประกอบกับแบบ 8707 ของผู้ฟ้องคดีมีรายการไม่ครบถ้วนตามที่ระเบียบกำหนดไว้ จึงถือไม่ได้ว่าแบบ 8707 ของผู้ฟ้องคดีเป็นหลักฐานการขอเบิกที่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ประกอบกับตามข้อ 56 วรรคหนึ่ง ของระเบียบดังกล่าว ผู้ขอเบิกจ่ายค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัวจะต้องเดินทางไปราชการก่อนแล้วจึงนำ หลักฐานการจ่ายเงินแนบประกอบรายงานการเดินทางไปราชการเพื่อขอเบิกค่าใช้จ่าย คืนในภายหลัง หากไม่เช่นนั้นก็ต้องยืมเงินทดรองจ่ายของทางราชการไปก่อนแล้วนำหลักฐานการ จ่ายเงินและรายงานการเดินทาง มายื่นแสดง เมื่อผู้ฟ้องคดียื่นใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในขณะที่ยังไม่ได้ เดินทางจริง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีข้อเท็จจริงที่จะต้องกรอกในใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการ (แบบ 8708) อันประกอบไปด้วยวันเดือนปี สถานที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของการเดินทาง และหลักฐานการจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ อันได้แก่ ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าพาหนะ หรือค่าใช้จ่ายอื่น เห็นว่า กรณีที่ไม่มีหลักฐานการจ่ายเงินผู้ฟ้องคดีก็ต้องรับรองด้วยตนเองว่าได้จ่าย ค่าใช้จ่ายดังกล่าวไปจริง เมื่อผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องกรอกข้อความตามใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการให้ถูกต้องครบถ้วนพร้อมทั้งต้องแนบหลักฐานการจ่ายเงินพร้อมกับใบเบิก ดังกล่าว กรณีจึงเป็นการจัดทำรายงานการเดินทางขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว ประกอบกับผู้ฟ้องคดีเคยรับราชการ ในตำแหน่งบุคลากร 4 และยอมรับว่าทราบระเบียบในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของทาง ราชการเป็นอย่างดี แต่กลับยื่นแบบฟอร์มที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการและเป็นการยื่นขอ เบิกในขณะที่ยังไม่ได้เดินทางจริง อันเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบของทางราชการ การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (นายกเทศมนตรีเมืองสนั่นรักษ์) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายตามข้อ 7 (3) แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทยข้างต้น ไม่ดำเนินการเบิกจ่ายค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัวในการเดินทางไปราชการให้แก่ผู้ ฟ้องคดี จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ยอมรับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายใน การเดินทางไปราชการ ดังนั้น หากผู้ฟ้องคดีได้แก้ไขคำขอหรือดำเนินการจัดทำใบเบิกค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัว ให้ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีหน้าที่ต้องดำเนินการเบิกจ่ายค่าขนย้ายสิ่งของส่วนตัว ให้แก่ผู้ฟ้องคดีต่อไป ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีโต้แย้งว่า ภายหลังศาลปกครองชั้นต้นมี คำพิพากษาแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้จัดทำใบเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการตามแบบ 8708 ถูกต้องตามระเบียบของทางราชการโดยส่งไปยังผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการให้นั้น เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าขนย้ายสิ่งของ ส่วนตัวในการเดินทางไปราชการตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์การไม่อนุมัติให้เบิกจ่ายเงินตามใบเบิกค่าใช้จ่ายใน การเดินทางไปราชการ (แบบ 8707) ฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2542 อันเป็นมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ จะยกเอาข้อเท็จจริงการยื่นใบเบิกค่าใช้จ่ายแม้เป็นเรื่องเดียวกันแต่เป็นการ ยื่นภายหลังจากฟ้องคดีนี้แล้ว ที่เป็นเหตุกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติไม่ได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


9. คดีหมายเลขแดงที่ อ.236/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.56/2549

                ข้อเท็จ จริงปรากฏว่า กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือลงวันที่ 19 มีนาคม 2533 กำหนดนโยบายเกี่ยวกับสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 ว่า จะไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งสถานบริการดังกล่าวขึ้นใหม่อีก เว้นแต่ของเดิมที่มีอยู่แล้วก็ให้คงมีอยู่ต่อไป แต่เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอื่นๆ อันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ จึงได้พิจารณาผ่อนผันนโยบายให้จัดตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) เฉพาะประเภทที่ไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการขึ้นในเขตท้องที่อันเป็นแหล่งท่อง เที่ยวตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 หรือในโรงแรมเพื่อการท่องเที่ยวตามที่กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดมาตรฐานไว้ ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการประเภทไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ ตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2533 ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรม ร. ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในกิจการโรงแรม ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ทำการต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการดังกล่าวจนถึงวัน ที่ 29 ตุลาคม 2536 และขาดต่ออายุใบอนุญาตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 ถึง พ.ศ. 2544 หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ประจำปี พ.ศ. 2545 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน) แต่นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนมีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2545 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่าไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ หากประสงค์จะขออนุญาตตั้งสถานบริการขึ้นใหม่ให้ผู้ฟ้องคดีดำเนินการยื่นคำ ร้องพร้อมเอกสารตามขั้นตอน ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำร้องขออนุญาตตั้งสถานบริการ ตามมาตรา 3 (1) ประเภทไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 แจ้งนายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนว่า กระทรวงมหาดไทยไม่มีนโยบายที่จะอนุญาตให้จัดตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 ประกอบกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนในภาพรวม เน้นเรื่องการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาล จึงเห็นว่ายังไม่เหมาะสมที่จะพิจารณาอนุญาตให้ตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอนจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 แจ้งผู้ฟ้องคดีทราบคำสั่งดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้ขอต่อใบอนุญาตก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ของแต่ละปีที่ได้ใบอนุญาต ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นขอใบอนุญาตใหม่ ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำร้องขออนุญาตตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) ประเภทไม่มีหญิงพาตเนอร์บริการ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 ข้อพิพาทของผู้ฟ้องคดีจึงเกิดจากการออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามหนังสือจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2545 ที่ไม่อนุญาตให้ ผู้ฟ้องคดีตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว เห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเคยได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2533 หลังจากที่กระทรวงมหาดไทยได้มีนโยบายเกี่ยวกับสถานบริการตามหนังสือลงวันที่ 19 มีนาคม 2533 ซึ่งก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากระทรวงมหาดไทยได้เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับ สถานบริการเป็นอื่น และยังปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ปลัดกระทรวงมหาดไทย) ยังให้ยึดถือหนังสือดังกล่าวเป็นแนวทางอยู่ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ใดเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ จึงย่อมมีผลทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งได้เคยออกใบอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีจัดตั้งสถานบริการ ใช้ดุลพินิจออกใบอนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีตามคำขอเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2545 แตกต่างเป็นอื่นออกไปไม่ได้ ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้นำแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ จังหวัดแม่ฮ่องสอนมาประกอบเป็นเหตุผลในการออกคำสั่งพิพาทนั้น แนวทางดังกล่าว เป็นนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกำหนดแนวทางดังกล่าวไม่มีกฎหมาย รองรับเพื่อมากำหนดเงื่อนไขของการอนุญาตตั้งสถานบริการตาม พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวจึงย่อมไม่อาจนำมาใช้บังคับในการอนุญาต ตั้งสถานบริการได้ ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีตั้งสถานบริการตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบ คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในเหตุเดียวกันก็ย่อมมีผลทำให้ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


10. คดีหมายเลขแดงที่ อ.208/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.642/2550

                พ.ร.ฎ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 มีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือข้าราชการ ที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอันเนื่องมาจากทางราชการ เป็นเหตุทำให้ข้าราชการผู้นั้นต้องเดินทางไปประจำสำนักงานแห่งใหม่ในต่าง ท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรกหรือท้องที่ ที่กลับเข้ารับราชการใหม่ โดยให้มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและ ได้จ่ายเงินค่าเช่าบ้านไปจริง แต่ไม่เกินอัตราค่าเช่าบ้านข้าราชการที่กำหนดไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 16 แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือข้าราชการที่มีรายได้ น้อยให้มีเคหสถานของตนเอง ในกรณีที่ข้าราชการได้เช่าซื้อบ้านหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ ค้างชำระอยู่ในท้องที่ที่ไปประจำสำนักงานใหม่เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย และได้อาศัยอยู่จริงในบ้านนั้น นำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านที่ ค้างชำระมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการแทนการเช่าบ้าน ดังนั้น การอนุมัติเบิกจ่ายของทางราชการมีเกณฑ์การพิจารณาว่าข้าราชการผู้นั้นจะต้อง ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอันเนื่องมาจากราชการเป็นเหตุก่อน ส่วนสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือกรณีใดและเป็นจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับความ ประสงค์ของข้าราชการผู้นั้น โดยจะได้รับการช่วยเหลือไม่เกินจำนวนที่ตนมีสิทธิได้รับ ซึ่งหากประสงค์จะเช่าซื้อหรือกู้เงินเพื่อชำระราคาบ้าน ก็จะได้รับการช่วยเหลือเฉพาะในส่วนที่เป็นราคาที่ดินและบ้านที่เช่าซื้อหรือ กู้เงินเพื่อซื้อเท่านั้น ส่วนการต่อเติมหรือซ่อมแซมมิได้เป็นกรณีที่อยู่ในข่ายจะได้รับการช่วยเหลือ แม้จะเป็นการต่อเติมหรือซ่อมแซมก่อนการเข้าอยู่จริงก็ตาม เพราะเงินที่ต้องใช้ในการดังกล่าวเป็นส่วนที่แยกต่างหากจากราคาบ้านที่เช่า หรือซื้อ
เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งให้มาประจำในสำนักงานแห่งใหม่และได้รับอนุมัติให้ เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเพื่อเป็นที่พักอาศัย ถือได้ว่าความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีได้รับการแก้ไขเยียวยาแล้ว การที่ผู้ฟ้องคดีซื้อที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 167 ตำบลทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร จากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชุมพร ซึ่งผู้ฟ้องคดีทราบแล้วว่าบ้านดังกล่าวมีสภาพทรุดโทรมไม่สามารถใช้อยู่อาศัย ได้ เมื่อผู้ฟ้องคดีไปจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าวต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมบ้านจึงตกเป็นของผู้ฟ้องคดี นับแต่เวลานั้น และการที่ผู้ฟ้องคดีทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปฐมพร ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 จำนวน 225,000 บาท เพื่อซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้ดังกล่าวมาเบิกเงินค่าเช่า บ้านข้าราชการได้ ถือว่าอยู่ในเจตนารมณ์ของ พ.ร.ฎ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปฐมพร ฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2546 จำนวน 200,000 บาท เพื่อต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน อีกฉบับนั้น มิใช่เป็นกรณีที่อยู่ในเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะนำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อการดังกล่าวมาขอเบิกเงินค่า เช่าบ้านข้าราชการไม่ได้ ประกอบกับเหตุแห่งความเดือดร้อนของผู้ฟ้องคดีในขณะทำสัญญาซื้อขายที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชุมพร) ก็ได้แก้ไขเยียวยาให้แก่ผู้ฟ้องคดีโดยอนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีเบิกเงินค่าเช่า บ้านข้าราชการ บ้านเลขที่ 55/71 ตำบลบ้านนา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยอยู่ก่อนแล้วซึ่งผู้ฟ้องคดี มีสิทธิที่จะเลือกตัดสินใจว่าจะซื้อบ้านดังกล่าวหรือไม่ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าบ้านดังกล่าวไม่อยู่ในสภาพ ที่ใช้เป็นที่พักอาศัยได้ก็เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทราบอยู่ก่อนซื้อจากการขาย ทอดตลาดแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีก็ยังตัดสินใจซื้อ จึงเป็นความสมัครใจของผู้ฟ้องคดีที่ยอมรับภาระที่จะเกิดขึ้นจากการซื้อบ้าน หลังดังกล่าวเอง ส่วนกรณีผู้ฟ้องคดีอ้างว่า บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จกรณีของนาง จ. สามารถเทียบเคียงได้กับบ้านที่สร้างเสร็จแล้วเพียงแต่เป็นบ้านที่อยู่ในสภาพ ทรุดโทรมไม่สามารถใช้อยู่อาศัยได้ นั้น เห็นว่า บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จยังไม่มีสภาพเป็นบ้านที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ผู้ก่อสร้างที่มีหนี้เกิดขึ้น ถือเป็นหนี้เพื่อการก่อสร้างให้เป็นบ้านที่สมบูรณ์ก่อนเข้าอยู่อาศัย ข้าราชการดังกล่าวก็มีสิทธิสามารถนำค่าเช่าซื้อหรือเงินกู้เพื่อที่อยู่ อาศัยมาขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ แต่บ้านที่สร้างเสร็จแล้วย่อมมีสภาพเป็นบ้านมาก่อนหากแต่มีสภาพทรุดโทรม เจ้าของบ้านมีภาระที่จะต้องดำเนินการด้วยตนเอง หนี้ที่เกิดจากการซ่อมแซมหรือต่อเติมกรณีนี้จึงไม่สามารถนำมาใช้สิทธิขอเบิก ค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ทั้งสองกรณีดังกล่าวจึงมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญไม่อาจมาเทียบเคียงกัน ได้ ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไม่อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีนำหลักฐานการผ่อนชำระเงินกู้เพื่อ ต่อเติมบ้านจำนวน 200,000 บาท มาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


11. คดีหมายเลขแดงที่ อ.200/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.501/2549

                การที่ ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 ประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีหนังสือในฐานะคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน การเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายตามหนังสือ ฉบับดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามหนังสือดังกล่าว ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือฉบับ ดังกล่าว แต่เป็นเรื่องของผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดีโดยการฟ้องขอให้ศาลที่ มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อ ไป กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดย มิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่กรณีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดก็มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาหรือมีคำ สั่งได้ ตามข้อ 92 ประกอบกับข้อ 116 แห่งระเบียบของ ที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


12. คดีหมายเลขแดงที่ อ.183/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.165/2548

                แม้ในการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองไม่มีกฎหมาย กำหนดให้ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา แต่เมื่อประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นคดีนี้ มีประเด็นว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ดำเนินการต่อเติมดัดแปลงอาคาร ค.ส.ล. ปิดทางเดินด้านหลังของอาคารที่พิพาทเป็นพื้นที่ขนาดยาว 4.5 เมตร กว้าง 2 เมตร และเจาะผนังอาคารเดิมทำที่ระบายอากาศ (หน้าต่าง) อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่ นั้น ศาลอาญาได้วินิจฉัยไว้แล้วและในคดีอาญาดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้ให้การรับ สารภาพผิดตามฟ้อง ซึ่งถือเป็นคำให้การที่เป็นปฏิปักษ์และเป็นโทษต่อผู้ฟ้องคดีเอง และเป็นผลให้ศาลอาญาพิพากษาลงโทษ ผู้ฟ้องคดีในเวลาต่อมา คำให้การของผู้ฟ้องคดีและคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวจึงเป็นพยานหลักฐานที่มี น้ำหนักเชื่อถือได้ ประกอบกับในการพิจารณาคดีอาญา แม้ในชั้นพิจารณาคดีผู้ฟ้องคดีจะให้การ รับสารภาพตามฟ้องและศาลพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานดังที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ก็ตาม แต่หากไม่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดจริงและผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้กระทำผิดนั้น ศาลอาญาก็ย่อม ไม่อาจพิพากษาลงโทษผู้ฟ้องคดีได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 227 แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อผู้ฟ้องคดีมิได้อุทธรณ์คัดค้านความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ของคำพิพากษาที่ลงโทษผู้ฟ้องคดีในความผิดดังกล่าวจนคดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงตามคำให้การของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงย่อมมีผลผูกพันผู้ฟ้องคดี การกล่าวอ้างเพียงพยานบุคคลซึ่งเป็นบุคคลภายนอกว่าอาคารดังกล่าวได้ ปลูกสร้างเต็มพื้นที่ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2521 ในภายหลัง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของผู้ฟ้องคดีในคดีอาญาเดิมโดยสิ้น เชิง จึงย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ ส่วนการที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่ายอมรับสารภาพในคดีอาญาเพราะกลัวติดคุกและเข้าใจ ผิดนั้น เห็นว่าหากผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และเกรงกลัวต่อการติดคุกจริงดังข้อกล่าวอ้าง ก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องให้การรับสารภาพผิดตามคำฟ้องเพื่อ ให้ได้รับการลดโทษทางอาญา อันถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของจำเลยผู้กระทำการโดยสุจริต นอกจากนี้เมื่อศาลอาญาพิพากษาลงโทษผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดีก็ไม่ได้ติดใจอุทธรณ์คัดค้านแต่อย่างใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงไม่มีเหตุผลให้รับฟังได้เช่นเดียวกัน เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใด ที่จะพิสูจน์ให้เป็นการแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าว จึงต้องฟังว่า ผู้ฟ้องคดีเป็น ผู้ดัดแปลงอาคาร ค.ส.ล. 4 ชั้น โดยปิดทางเดินด้านหลังอาคารพิพาทเป็นพื้นที่ขนาดยาว 4.5 เมตร กว้าง 2 เมตร และเจาะผนังอาคารดัดแปลงเป็นหน้าต่างในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2522 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2531 ซึ่งเป็นการดัดแปลงอาคารทำให้ไม่มีที่ว่างโดยปราศจากสิ่งปกคลุม เป็นทางเดินหลังอาคารได้ถึงกันกว้างไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร และการเจาะผนังทำเป็นหน้าต่างทำให้หน้าต่างอยู่ชิดเขตที่ดินผู้อื่น โดยขัดต่อข้อ 74 และข้อ 76 (4) ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ. 2522 การดัดแปลงอาคารดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และถือว่าเป็นกรณีที่ไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการเขตพญาไท) ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงชอบที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคารส่วนที่ดัดแปลงดังกล่าวได้ เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ค.ส.ล. (ปกคลุมทางเดินหลัง) ขนาด 2.00 x 4.50 x 3.50 เมตร จำนวน 1 ห้อง และให้ดำเนินการแก้ไขผนังอาคารส่วนที่เจาะผนังดัดแปลงเป็นหน้าต่างขนาด ประมาณ 1.00 x 1.00 เมตร จำนวน 1 บาน ขนาดประมาณ 1.00 x 1.80 เมตร จำนวน 1 บาน และขนาดประมาณ 1.20 x 1.50 เมตร จำนวน 1 บาน เป็นผนังทึบ แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในเขตกรุงเทพมหานคร) พิจารณาอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า ในการ ออกคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกคำสั่งให้รื้อถอนอาคารขนาด 2.00 x 4.50 เมตร สูง 3.50 เมตร ซึ่งความสูงของอาคารดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่สูงถึง 4 ชั้น และคำสั่งที่ให้รื้อถอนหน้าต่างโดยแก้ไขเป็นผนังทึบจำนวน 3 บาน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่มีจำนวน 4 บาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 23 มกราคม 2546 ให้เพิกถอนคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2545 และให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นออกคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงต่อไป ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยออกคำสั่ง ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2546 ให้ผู้ฟ้องคดีรื้อถอนอาคาร ค.ส.ล. (ปกคลุมทางเดินหลัง) ขนาด 2.00 x 4.50 x 13.50 เมตร จำนวน 1 ห้อง และให้ดำเนินการแก้ไขผนังอาคารส่วนที่เจาะผนังดัดแปลงเป็นหน้าต่างจำนวน 4 บาน เป็นผนังทึบ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


13. คดีหมายเลขแดงที่ อ.138/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.827/2550

                ผู้ฟ้อง คดี (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ฟ้องว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมศิลปากร) ออกประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดร้างจำนวน 7 วัด ได้แก่ วัดประดู่ วัดกลาง วัดกุฏ วัดกู่อ้ายสี วัดหลังศาล วัดระฆังเงิน และวัดสุนทร ให้ห่างจาก ตัวโบราณสถานออกไปเป็นระยะเกินกว่า 20 เมตร เป็นการกำหนดเขตโบราณสถานวัดร้างเกินความจำเป็น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เพราะเมื่อผู้เช่าที่ดินทราบว่ามีการประกาศ ขึ้นทะเบียนโบราณสถานจะเปลี่ยนใจไม่เช่าที่ดินดังกล่าวกับผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหน้าที่ต้องกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานตามหลักเกณฑ์ที่เคยตกลงร่วมกันระหว่าง ผู้ฟ้องคดี (กรมการศาสนา เดิม) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรมศิลปากร) ว่าจะกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดร้างให้ห่างจากตัวโบราณสถานออกไปเป็นระยะ ไม่เกิน 20 เมตร นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างผู้ฟ้องคดี (กรมการศาสนา เดิม) กับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 มีข้อตกลงว่าให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขึ้นทะเบียนโบราณสถานได้ แต่ในการจัดทำหลักหินแสดงแนวเขตโบราณสถาน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมรับรู้ด้วยเท่านั้น สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีข้อตกลงเรื่องการประกาศเขตที่ดินโบราณ สถานจะต้องกันเนื้อที่ห่างออกมาจากโบราณสถานไม่เกิน 20 เมตร ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงไม่ถูกผูกพันว่าการประกาศเขตที่ดินโบราณสถานจะต้อง กันเนื้อที่ห่างออกมาจากโบราณสถานไม่เกิน 20 เมตร ประกอบกับคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ ศก 165/2540 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2540 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการดำเนินการเกี่ยวกับวัดร้างที่เป็นโบราณสถาน เป็นเพียงคำสั่งที่กำหนดแนวปฏิบัติในการดำเนินการออกประกาศขึ้นทะเบียนและ กำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ซึ่งมีลักษณะเป็นการกำหนดวิธีปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 อันเป็นคำสั่งในทางบริหาร ซึ่งไม่มีข้อกำหนดว่าการประกาศเขตที่ดินโบราณสถานจะต้องกันเนื้อที่ห่างออก มาจากโบราณสถานไม่เกิน 20 เมตร คำสั่งดังกล่าวไม่มีผลเป็นการจำกัดดุลพินิจในการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 2 ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีอำนาจหน้าที่กำหนดเขตโบราณสถานตามความเหมาะสมและ ความจำเป็นตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติดังกล่าว
เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่โดยชอบในการออกคำสั่งที่พิพาทตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งก่อนประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานทั้งเจ็ดแห่งข้างต้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้สำรวจทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีในที่ดินแปลงพิพาททั้งเจ็ดแปลง มีการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานที่พิพาทและนำเสนอคณะ กรรมการวิชาการเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถาน และได้มีการรับฟังพยานหลักฐาน ข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริงจากผู้ฟ้องคดีด้วยแล้ว เมื่อวัดร้างทั้งเจ็ดแห่งมีอาณาเขตที่กว้างและมีการกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน เพียงบางส่วน มากบ้าง น้อยบ้างโดยอาศัยข้อสันนิษฐานตามหลักฐานทางโบราณคดีและพุทธคติในการสร้างวัด และโบราณสถาน และการคำนึงถึงสภาพภูมิทัศน์อันสวยงามของโบราณสถาน รวมถึงการขุดค้นทางโบราณคดีในโอกาสต่อไป โดยการขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานของวัดร้างทั้งเจ็ดแห่งดัง กล่าวมีผล เป็นเพียงการควบคุมมิให้มีการก่อสร้างอาคาร ซ่อมแซม แก้ไข เปลี่ยนแปลง รื้อถอน ต่อเติม ทำลาย หรือย้ายโบราณสถาน หรือขุดค้นสิ่งใดในที่ดินโบราณสถานที่กำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ถูกฟ้อง คดีที่ 2 เท่านั้น ผู้ฟ้องคดียังคงมีสิทธิดำเนินการดังกล่าวได้ในเขตที่ดินหากได้รับอนุญาตจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกประกาศที่พิพาท เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี อันเป็นประโยชน์สาธารณะ การออกประกาศดังกล่าว จึงเป็นการใช้ดุลพินิจตามความเหมาะสมของโบราณสถานแต่ละประเภท แต่ละสมัยว่ามีลักษณะการก่อสร้างและการจัดแผนผัง รวมทั้งภูมิทัศน์ในสมัยโบราณอย่างไร การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองกำหนดเขตโบราณสถานวัดร้างให้ห่างจากตัวโบราณสถานออกไป เป็นระยะเกินกว่า 20 เมตร ไม่เป็นการกำหนดเขตโบราณสถานวัดร้างเกินความจำเป็นและเป็นการกำหนดเขตที่ดิน โบราณสถานวัดร้างที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้การกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดร้างบางแห่งจะกระทบต่อประโยชน์ของผู้ฟ้อง คดีในการจัดการและใช้ทรัพย์สิน เช่น การให้ราษฎรเช่าที่ดินก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นเพียงประโยชน์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่อาจเทียบได้กับประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเพื่อ ประโยชน์ทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี อันเป็นประโยชน์สาธารณะ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


14. คดีหมายเลขแดงที่ อ.114/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.189/2550

                ผู้ฟ้อง คดีซึ่งเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) ได้ขออนุมัติยืมเงินทดรองจ่ายจำนวน 50,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการจัดสัมมนาและ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) อนุมัติให้ใช้งบกลางในการจัดสัมมนาดังกล่าวแล้ว ต่อมา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ทำการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรียกเงินคืนจากการเบิกจ่ายเงินทดรองจ่ายดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการจ่ายเงินยืมทดรองจ่ายให้กับ พนักงานเพื่อกิจการภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี ซึ่งคณะกรรมการได้สอบสวนแล้วมีความเห็นให้ยกเว้นโทษทางวินัย เนื่องจากมิได้มีเจตนาที่จะกระทำผิด แต่ให้เรียกเงินทดรองจ่ายคืนจากผู้ฟ้องคดีตามความเห็นของสำนักงานตรวจเงิน แผ่นดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงได้มีคำสั่งที่ 176/2547 ลงวันที่ 19 เมษายน 2547 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินตามที่รับไป ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วมีความเห็นยืนตามความเห็นเดิมและได้มีหนังสือลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 แจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีนำเงินจำนวน 50,000 บาท คืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 แต่เห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งที่เรียกให้คืนเงินดังกล่าว เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินทดรองจ่ายที่ยืมไปเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 44 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 ตามหนังสือแจ้งของกองบัญชีและการเงินลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 การฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตาม มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการยืมเงินทดรองจ่ายไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินคืน จากการกระทำละเมิดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นทำการสอบสวน ตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ก่อนแล้วจึงจะทำการวินิจฉัยและ ออกคำสั่งได้ เมื่อกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกคำสั่งที่ 176/2547 ลงวันที่ 19 เมษายน 2547 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้คืนเงินยืมทดรองจ่ายที่ยืมไปโดยมิได้ดำเนินการตามนัยดัง กล่าวแล้ว แต่ได้นำผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวน ตามกฎหมายคนละฉบับและมีอำนาจหน้าที่แตกต่าง กันมาเป็นเหตุในการออกคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการออกคำสั่งไปโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


15. คดีหมายเลขแดงที่ อ.111/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.260/2549

                นาย ส. เป็นข้าราชการบำนาญส่วนจังหวัด ตำแหน่งครู อบจ.พิษณุโลก มีบุตรกับนาง ข. (ถึงแก่กรรม) จำนวน 6 คน ได้แก่ นาง ส. นาง ท. จ่าสิบเอก ป. (ถึงแก่กรรม) นาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สิบเอก ป.) และผู้ฟ้องคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก) ทำการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุตรทุกคนยกเว้นผู้ฟ้องคดี ต่างให้การยืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. มาตั้งแต่ออกจากราชการ และจากการสอบปากคำพยานจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนาย ส. ได้ให้ถ้อยคำว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. หลังจากออกจากราชการ และเป็นผู้จัดการงานศพให้แก่นาย ส. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดสามสิบเท่า ของเงินบำนาญปกติในฐานะเป็นผู้อุปการะและเป็นบุตรของผู้ตายเป็นเงิน 95,100 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อนุมัติให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ และรายงานให้สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงาน ก.บ.ท.) ทราบ แต่สำนักงาน ก.บ.ท. มีหนังสือแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้สอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพิ่มเติมว่าเหตุใด นาย ส. จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้อุปการะ ให้แก้ไขคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดโดยระบุฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเพียงฐานะเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา และต่อมา สำนักงาน ก.บ.ท. อนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 ดังนั้น การที่นาย ส. ไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะบุตร เนื่องจากบุตรของนาย ส. มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่นาย ส. ตาย ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะนาย ส. เป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะเป็นผู้อุปการะผู้ตายได้ตามมาตรา 43 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะเป็นผู้อุปการะนาย ส. ผู้ตาย จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เลี้ยงดูบิดา มารดามาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต ขอให้คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เงินบำเหน็จ ตกทอดมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงมิใช่มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ การจัดการเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย รวมถึงการพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวย่อม ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้า ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้คืนสิทธิอันชอบธรรมตามพินัยกรรมที่นาย ส. ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


16. คดีหมายเลขแดงที่ อ.110/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.259/2549

                นาย ส. เป็นข้าราชการบำนาญส่วนจังหวัด ตำแหน่งครู อบจ.พิษณุโลก มีบุตรกับนาง ข. (ถึงแก่กรรม) จำนวน 6 คน ได้แก่ นาง ส. นาง ท. จ่าสิบเอก ป. (ถึงแก่กรรม) นาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สิบเอก ป.) และผู้ฟ้องคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก) ทำการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุตรทุกคนยกเว้นผู้ฟ้องคดี ต่างให้การยืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. มาตั้งแต่ออกจากราชการ และจากการสอบปากคำพยานจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนาย ส. ได้ให้ถ้อยคำว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. หลังจากออกจากราชการ และเป็นผู้จัดการงานศพให้แก่นาย ส. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดสามสิบเท่า ของเงินบำนาญปกติในฐานะเป็นผู้อุปการะและเป็นบุตรของผู้ตายเป็นเงิน 95,100 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อนุมัติให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ และรายงานให้สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงาน ก.บ.ท.) ทราบ แต่สำนักงาน ก.บ.ท. มีหนังสือแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้สอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพิ่มเติมว่าเหตุใด นาย ส. จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้อุปการะ ให้แก้ไขคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดโดยระบุฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเพียงฐานะเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา และต่อมา สำนักงาน ก.บ.ท. อนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 ดังนั้น การที่นาย ส. ไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะบุตร เนื่องจากบุตรของนาย ส. มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่นาย ส. ตาย ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะนาย ส. เป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะเป็นผู้อุปการะผู้ตายได้ตามมาตรา 43 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะเป็นผู้อุปการะนาย ส. ผู้ตาย จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เลี้ยงดูบิดา มารดามาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต ขอให้คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เงินบำเหน็จ ตกทอดมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงมิใช่มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ การจัดการเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย รวมถึงการพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวย่อม ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้า ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้คืนสิทธิอันชอบธรรมตามพินัยกรรมที่นาย ส. ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


17. คดีหมายเลขแดงที่ อ.109/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.258/2549

                นาย ส. เป็นข้าราชการบำนาญส่วนจังหวัด ตำแหน่งครู อบจ.พิษณุโลก มีบุตรกับนาง ข. (ถึงแก่กรรม) จำนวน 6 คน ได้แก่ นาง ส. นาง ท. จ่าสิบเอก ป. (ถึงแก่กรรม) นาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สิบเอก ป.) และผู้ฟ้องคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก) ทำการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุตรทุกคนยกเว้นผู้ฟ้องคดี ต่างให้การยืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. มาตั้งแต่ออกจากราชการ และจากการสอบปากคำพยานจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนาย ส. ได้ให้ถ้อยคำว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. หลังจากออกจากราชการ และเป็นผู้จัดการงานศพให้แก่นาย ส. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดสามสิบเท่า ของเงินบำนาญปกติในฐานะเป็นผู้อุปการะและเป็นบุตรของผู้ตายเป็นเงิน 95,100 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อนุมัติให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ และรายงานให้สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงาน ก.บ.ท.) ทราบ แต่สำนักงาน ก.บ.ท. มีหนังสือแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้สอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพิ่มเติมว่าเหตุใด นาย ส. จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้อุปการะ ให้แก้ไขคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดโดยระบุฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเพียงฐานะเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา และต่อมา สำนักงาน ก.บ.ท. อนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 ดังนั้น การที่นาย ส. ไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะบุตร เนื่องจากบุตรของนาย ส. มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่นาย ส. ตาย ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะนาย ส. เป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะเป็นผู้อุปการะผู้ตายได้ตามมาตรา 43 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะเป็นผู้อุปการะนาย ส. ผู้ตาย จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เลี้ยงดูบิดา มารดามาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต ขอให้คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เงินบำเหน็จ ตกทอดมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงมิใช่มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ การจัดการเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย รวมถึงการพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวย่อม ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้า ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้คืนสิทธิอันชอบธรรมตามพินัยกรรมที่นาย ส. ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


18. คดีหมายเลขแดงที่ อ.108/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.257/2549

                นาย ส. เป็นข้าราชการบำนาญส่วนจังหวัด ตำแหน่งครู อบจ.พิษณุโลก มีบุตรกับนาง ข. (ถึงแก่กรรม) จำนวน 6 คน ได้แก่ นาง ส. นาง ท. จ่าสิบเอก ป. (ถึงแก่กรรม) นาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สิบเอก ป.) และผู้ฟ้องคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก) ทำการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุตรทุกคนยกเว้นผู้ฟ้องคดี ต่างให้การยืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. มาตั้งแต่ออกจากราชการ และจากการสอบปากคำพยานจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนาย ส. ได้ให้ถ้อยคำว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. หลังจากออกจากราชการ และเป็นผู้จัดการงานศพให้แก่นาย ส. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดสามสิบเท่า ของเงินบำนาญปกติในฐานะเป็นผู้อุปการะและเป็นบุตรของผู้ตายเป็นเงิน 95,100 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อนุมัติให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ และรายงานให้สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงาน ก.บ.ท.) ทราบ แต่สำนักงาน ก.บ.ท. มีหนังสือแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้สอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพิ่มเติมว่าเหตุใด นาย ส. จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้อุปการะ ให้แก้ไขคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดโดยระบุฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเพียงฐานะเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา และต่อมา สำนักงาน ก.บ.ท. อนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 ดังนั้น การที่นาย ส. ไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะบุตร เนื่องจากบุตรของนาย ส. มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่นาย ส. ตาย ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะนาย ส. เป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะเป็นผู้อุปการะผู้ตายได้ตามมาตรา 43 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะเป็นผู้อุปการะนาย ส. ผู้ตาย จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เลี้ยงดูบิดา มารดามาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต ขอให้คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เงินบำเหน็จ ตกทอดมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงมิใช่มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ การจัดการเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย รวมถึงการพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวย่อม ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้า ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้คืนสิทธิอันชอบธรรมตามพินัยกรรมที่นาย ส. ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


19. คดีหมายเลขแดงที่ อ.107/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.256/2549

                นาย ส. เป็นข้าราชการบำนาญส่วนจังหวัด ตำแหน่งครู อบจ.พิษณุโลก มีบุตรกับนาง ข. (ถึงแก่กรรม) จำนวน 6 คน ได้แก่ นาง ส. นาง ท. จ่าสิบเอก ป. (ถึงแก่กรรม) นาย ป. ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (สิบเอก ป.) และผู้ฟ้องคดี ซึ่งเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก) ทำการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยบุตรทุกคนยกเว้นผู้ฟ้องคดี ต่างให้การยืนยันว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. มาตั้งแต่ออกจากราชการ และจากการสอบปากคำพยานจำนวน 2 คน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของนาย ส. ได้ให้ถ้อยคำว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูนาย ส. หลังจากออกจากราชการ และเป็นผู้จัดการงานศพให้แก่นาย ส. เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเสนอ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ขออนุมัติเบิกจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้รับบำเหน็จตกทอดสามสิบเท่า ของเงินบำนาญปกติในฐานะเป็นผู้อุปการะและเป็นบุตรของผู้ตายเป็นเงิน 95,100 บาท ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก) มีคำสั่งลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 อนุมัติให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอดแก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสนอ และรายงานให้สำนักงานกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น (สำนักงาน ก.บ.ท.) ทราบ แต่สำนักงาน ก.บ.ท. มีหนังสือแจ้ง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้สอบสวนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เพิ่มเติมว่าเหตุใด นาย ส. จึงจำเป็นต้องมีผู้อุปการะ และหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เข้าหลักเกณฑ์เป็นผู้อุปการะ ให้แก้ไขคำสั่งจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดโดยระบุฐานะผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้อุปการะเพียงฐานะเดียว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมและเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณา และต่อมา สำนักงาน ก.บ.ท. อนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้รับเงินดังกล่าวไปแล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 ดังนั้น การที่นาย ส. ไม่มีทายาทที่มีสิทธิรับบำเหน็จตกทอดในฐานะบุตร เนื่องจากบุตรของนาย ส. มีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์แล้วในวันที่นาย ส. ตาย ตามมาตรา 48 แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหลักฐานแสดงได้ว่าเป็นผู้อุปการะนาย ส. เป็นผู้รับบำนาญพิเศษในฐานะเป็นผู้อุปการะผู้ตายได้ตามมาตรา 43 วรรคห้า แห่ง พ.ร.บ. บำเหน็จบำนาญข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2500 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ให้จ่ายเงินบำเหน็จตกทอด จำนวน 95,100 บาท ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในฐานะเป็นผู้อุปการะนาย ส. ผู้ตาย จึงชอบด้วยกฎหมาย กรณีผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้เลี้ยงดูบิดา มารดามาโดยตลอดจนกระทั่งเสียชีวิต ขอให้คืนเงินจำนวน 20,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีนั้น จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เงินบำเหน็จ ตกทอดมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะถึงแก่ความตาย จึงมิใช่มรดกของผู้ตายตามมาตรา 1600 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ การจัดการเกี่ยวกับเงินบำเหน็จตกทอดของผู้ตาย รวมถึงการพิจารณาว่าบุคคลใดจะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตกทอดดังกล่าวย่อม ต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้า ราชการส่วนท้องถิ่น ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้คืนสิทธิอันชอบธรรมตามพินัยกรรมที่นาย ส. ยกให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


20. คดีหมายเลขแดงที่ อ.43/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.739/2549

                ผู้ฟ้อง คดีเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2505 ที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมีนาย ล. เป็นบิดาผู้มีสัญชาติไทย และนาง อ. เป็นมารดาผู้มีสัญชาติเยอรมนี บิดามารดาของผู้ฟ้องคดีมิได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและตามกฎหมาย ของประเทศไทย แต่ภายหลัง นาย ล. บิดาได้ไปจดแจ้งต่อ เจ้าพนักงานของที่ว่าการอำเภอฮัมบวร์ก–ฟูลส์บึทเทล ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระบุว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของนาย ล. บิดานอกสมรสเกิดกับนาง อ. มารดา ปัจจุบันบิดามารดาของผู้ฟ้องคดีได้เสียชีวิตไปแล้ว ต่อมา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองว่าเป็นผู้ มีสัญชาติไทยโดยการเกิดจากบิดาผู้มีสัญชาติไทย แต่ผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 ยกคำขอพิสูจน์สัญชาติของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกคำสั่ง ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2546 และให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีได้รับสัญชาติไทยตามคำขอ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1)แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2495 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 มาตรา 3 ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ใช้บังคับขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด กำหนดให้ผู้ที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดจะต้องเป็นผู้ที่เกิดโดยบิดาเป็นคน ไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย แต่ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิก และให้ใช้ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 บังคับแทน โดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังคงกำหนดหลักเกณฑ์การได้สัญชาติตามหลักเกณฑ์เดียวกัน และมาตรา 10 บัญญัติให้บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดหรือไม่ ต้องบังคับตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2495 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด และตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ โดยที่ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย หมายความว่า ขณะที่บุคคลนั้นเกิด บิดา ต้องเป็นบิดาตามกฎหมายของบุคคลนั้นเป็นผู้ มีสัญชาติไทย เมื่อผู้ฟ้องคดีเกิดที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยมีนาย ล. บิดาผู้มีสัญชาติไทย และนาง อ. มารดาผู้มีสัญชาติเยอรมนี ปัจจุบันบุคคลทั้งสองได้ถึงแก่กรรมไปแล้วโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แม้บิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ใช่บิดาตามกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีย่อมไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2495 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด และตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 และมาตรา 10 ขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ อย่างไรก็ตามบทบัญญัติกฎหมายแห่งประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในเรื่องของเงื่อนไขและผลของการรับรองบุตร สรุปว่าเด็กนอกสมรสจะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้ ก็ต่อเมื่อบิดามารดาสมรสกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย กับกรณีบิดายื่นคำร้องขอต่อเจ้าหน้าที่โดยเจ้าหน้าที่ ผู้รับคำร้องต้องดำเนินการตรวจสอบและพิสูจน์ความเป็นบิดาและบุตรว่ามีความ สัมพันธ์ ทางสายโลหิตกันจริงหรือไม่ แล้วจึงออกหลักฐานการเป็นบิดาให้แก่ผู้ยื่นคำขอ ดังนั้น การที่นาย ล. บิดาได้แจ้งยอมรับว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรของตนตามหลักฐานการยอมรับเป็นบิดา ลงวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 1962 ออกโดยเจ้าพนักงานของที่ว่าการอำเภอฮัมบวร์ก–ฟุลส์บึทเทล จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. ตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี แต่จะมีผลให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. ตามกฎหมาย ของประเทศไทยหรือไม่ และหากมีผลจะมีผลนับตั้งแต่เมื่อใด นั้น เห็นว่า เมื่อขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิดนาย ล. มีสัญชาติไทย และขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ นาย ล. ถึงแก่ความตายแล้วและขณะถึงแก่ความตายนาย ล. เป็นผู้มีสัญชาติไทย จึงต้องนำกฎหมายของประเทศไทยมาใช้บังคับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 แม้จะฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. ตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ตาม แต่การจดทะเบียนรับรองบุตรดังกล่าวจะถือว่าถูกต้องสมบูรณ์ตามกฎหมายของประเทศไทย อันจะมีผลทำให้ผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. ตามกฎหมาย ของประเทศไทยด้วยหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่รับรองนิติกรรมที่กระทำในต่างประเทศ หากนิติกรรมที่กระทำนั้นได้ทำตามแบบแห่งนิติกรรมถูกต้องตามกฎหมายของประเทศที่ทำนิติกรรม นิติกรรมนั้นก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อนาย ล. ไปจดแจ้งรับผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรเป็นไปตามรูปแบบตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การจดแจ้งจึงมีผลสมบูรณ์และเป็นผลให้นาย ล. เป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ฟ้องคดีตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและตามกฎหมายของประเทศไทย แต่การจดทะเบียนรับรองบุตรตามมาตรา 1530 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด และตามมาตรา 1547 และมาตรา 1557 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับขณะที่ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ การเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดามีผลนับแต่วันที่บิดา จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อนาย ล. ไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีเกิดได้ 10 วัน จึงถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด อันจะทำให้ผู้ฟ้องคดีได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2495 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2499 ขณะที่ผู้ฟ้องคดีเกิด และตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 และมาตรา 10 ขณะที่ผู้ฟ้องคดี ยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติ
แต่อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลปกครองสูงสุด พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ซึ่งบุคคลที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด กรณีผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทยตามมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นั้น ไม่ได้หมายความเฉพาะผู้เกิดโดยบิดาจดทะเบียนสมรสกับมารดาของผู้เกิดหรือบิดา จดทะเบียนรับรองว่าผู้เกิดเป็นบุตรเท่านั้น แต่หมายความรวมถึงผู้เกิดโดยบิดาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นบิดาของผู้เกิด ตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ประกอบกับบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1557 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 บัญญัติว่า การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 1547 ให้มีผลนับแต่วันที่เด็กเกิด แต่ทั้งนี้จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตใน ระหว่างเวลาตั้งแต่เด็กเกิดจนถึงเวลาที่บิดามารดาได้สมรสกันหรือบิดาได้จด ทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นบุตรไม่ได้ ดังนั้น เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. ตามกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและตามกฎหมายของประเทศไทย ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ล. บิดาผู้มีสัญชาติไทยมีผลนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีเกิดตามมาตรา 1557 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2551 มาตรา 6 และมิทำให้ผู้ฟ้องคดีเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตในระหว่าง เวลาตั้งแต่ผู้ฟ้องคดีเกิดจนถึงเวลาที่นาย ล. บิดาได้จดทะเบียนว่าผู้ฟ้องคดีเป็นบุตร ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ที่เกิดโดยบิดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย อันจะทำให้ผู้ฟ้องคดีได้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 4 ส่วนอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีและผู้คัดค้านขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ ผู้ฟ้องคดีและนางสาว ล. พี่สาวต่างมารดาตรวจสารพันธุกรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง นั้น เป็นคำขอที่ศาลไม่อาจออกคำบังคับได้ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้นตามข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


21. คดีหมายเลขแดงที่ อ.41/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.871/2548


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


22. คดีหมายเลขแดงที่ อ.38/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.558/2548

                ผู้ฟ้อง คดีเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งนักการข่าว 5 กอง 7 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ การที่ผู้ฟ้องคดีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม เนื่องจากมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกผู้ฟ้องคดีเป็นเวลา 1 ปี จึงเป็นกรณีที่ข้าราชการพลเรือนได้กระทำความผิดอาญาจนศาลฎีกาพิพากษาจำคุก ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 98 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และเป็นความผิดที่ปรากฏโดยชัดแจ้งที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีไม่ต้องดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบ สวน ตามมาตรา 102 วรรคแปด แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบข้อ 4 (1) ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2539) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ว่าด้วยกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง รวมถึงออกคำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการได้ ตามมาตรา 104 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน ดังนั้น คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ตามคำสั่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ 188/2543 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 จึงชอบด้วยกฎหมาย แล้ว และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีหนังสือลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2542 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า สำนักข่าวกรองแห่งชาติไม่มีนโยบายรับผู้ออกจากราชการไปแล้วกลับเข้ารับ ราชการ ถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิเสธการขอกลับเข้ารับราชการของผู้ฟ้องคดีแล้ว ที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อ.ก.พ. สำนักข่าวกรองแห่งชาติ) ไม่พิจารณาหนังสือของผู้ฟ้องคดีที่ขอกลับเข้ารับราชการจึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า คำสั่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ 188/2543 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน อยู่ในเงื่อนไขที่สมควรได้รับการล้างมลทินตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 นั้น เห็นว่า แม้คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามมาตรา 107 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 จะมีผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องออกจากราชการตามมาตรา 112 (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่การสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนก็เพื่อให้ผู้ฟ้องคดีซึ่ง ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงรอผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัย ซึ่งหากปรากฏผลการสอบสวนพิจารณาทางวินัยว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้กระทำผิดหรือ กระทำผิด แต่ไม่ถึงกับ จะถูกลงโทษปลดออกหรือไล่ออกและไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามความหมายตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีในส่วนนี้จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า คำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการโดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนได้ ตามข้อ 7 ของกฎ ก.พ. ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2518) ออกตามความใน พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2518 ว่าด้วยการสั่งพักราชการ การสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน และ การดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามผลการสอบสวนพิจารณา ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แต่การดำเนินการทางวินัยกรณีนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน โดยให้มีผลย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่งได้ ทั้งนี้ตามข้อ 10 ประกอบข้อ 5 ของ กฎ ก.พ. ฉบับเดียวกัน ดังนั้น คำสั่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ 180/2535 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2535 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะ ส่วนที่ให้คำสั่งดังกล่าวมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 และมีผลให้คำสั่งสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ 188/2543 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ย่อมเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะ ส่วนที่ให้คำสั่งไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 ด้วยเช่นเดียวกัน
พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นที่ยกฟ้อง เป็นให้เพิกถอนคำสั่งที่ 188/2543 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 ที่ลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการเฉพาะส่วนที่ให้คำสั่งดังกล่าวมีผลย้อน หลังตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2535 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2535 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


23. คดีหมายเลขแดงที่ อ.31/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.153/2551

                ตามข้อ 12 ของข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 บัญญัติว่า กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ ของลูกความ (2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีมอบหมายให้เสมียนทนายความไปยื่นต่อศาล เพื่อขอขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์มีกำหนดระยะเวลา 45 วัน โดยไม่ติดตามว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ให้เพียง 30 วัน เป็นเหตุให้นาง อ. เสียสิทธิการยื่นอุทธรณ์เป็นการกระทำที่จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอัน เกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความหรือไม่ เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีจึงมีภาระหน้าที่ที่จะต้องยื่นอุทธรณ์แทนลูกความให้ทัน ตามกำหนดระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต เมื่อผู้ฟ้องคดีมอบหมายให้เสมียนทนายความไปยื่นขอขยายระยะเวลาการยื่น อุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีมีภาระหน้าที่ต้องติดตามผลว่าศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะ เวลาการยื่นอุทธรณ์ถึงวันที่เท่าไร การที่ผู้ฟ้องคดีไม่กระทำการตามหน้าที่ทนายความติดตามผลการขยายระยะเวลาการ ยื่นอุทธรณ์เป็นเหตุให้ลูกความได้รับความเสียหายถึงเสียสิทธิการยื่นอุทธรณ์ การกระทำของผู้ฟ้องคดีจึงฟังได้ว่าเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอัน เกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความแล้ว ดังนั้น คำสั่งชี้ขาดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (คณะกรรมการสภาทนายความ) ที่ห้ามผู้ฟ้องคดีทำการเป็นทนายความมีกำหนด 6 เดือน และคำสั่งชี้ขาดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (สภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ) ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งชี้ขาดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


24. คดีหมายเลขแดงที่ อ.10/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.620/2550

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดี (เทศบาลตำบลศรีพนา) ได้มีคำสั่งที่ 311/2548 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลศรีพนา ได้ทำสัญญาซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2123 จำนวนเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา จากนาย ป. ในราคา 1,365,000 บาท ซึ่งการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวเป็นการจัดซื้อเฉพาะแห่ง และจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ซึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 กำหนดว่า ก่อนดำเนินการซื้อที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้าง ให้เจ้าหน้าที่พัสดุทำรายงาน เสนอต่อผู้สั่งซื้อตามรายการดังต่อไปนี้ ... (2) รายละเอียดของที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างที่ต้องการซื้อ รวมทั้งเนื้อที่และท้องที่ที่ต้องการ (3) ราคาประเมินของทางราชการในท้องที่นั้น (4) ราคาซื้อขายของที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อครั้งหลัง สุดประมาณ 3 ราย ... และข้อ 50 กำหนดว่า การซื้อโดยวิธีพิเศษ ให้หัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแต่งตั้งคณะ กรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษขึ้นเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ ... (6) ในกรณีพัสดุที่เป็นที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง ให้เชิญเจ้าของที่ดินโดยตรงมาเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาดหรือราคาที่คณะกรรมการ เห็นสมควรให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ในการจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จำต้องปฏิบัติตามระเบียบข้างต้น แต่จากข้อเท็จจริงตามรายงานตรวจสอบสืบสวน ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องกันว่า คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษไม่ได้นำข้อมูลราคาประเมินที่ดินและ ราคาซื้อขายที่ดินใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อที่ดินครั้งหลังสุดจำนวน 3 ราย ที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาเซกา ประกอบการพิจารณาว่า สมควร ที่จะซื้อที่ดินแปลงนั้นตามราคาที่เสนอหรือไม่ อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2123 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 99 ซึ่งเคยอยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี แต่ได้ขายให้แก่นาย ป. โดยตามคำให้การของนาย ป. ที่ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 ความว่า หลักฐานสัญญาซื้อขายใบต่อรองราคาระหว่างตนกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นลายมือชื่อ ของตนจริง สำหรับหลักฐานการซื้อขาย ระหว่างตนกับผู้ฟ้องคดี ตนไม่ทราบรายละเอียด เพียงแต่ลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ และตนก็ไม่ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี และไม่ได้จ่ายเงินจำนวน 220,000 บาท ให้กับผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด กรณีจึงน่าเชื่อว่า การซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีการต่อรองราคา และเมื่อพิจารณาพฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีแล้ว น่าเชื่อว่า การที่ผู้ฟ้องคดีขายที่ดินให้แก่นาย ป. เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยผู้ฟ้องคดีมีเจตนาหลีกเลี่ยงการมีส่วนได้เสียใน สัญญากับ ผู้ถูกฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 จากข้อเท็จจริงข้างต้นจึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีจงใจซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสวนสุขภาพ โดยไม่ดำเนินการตามข้อ 21 (2) (3) (4) และข้อ 50 (6) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 เมื่อการกระทำดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการด้วย ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดความเสียหาย ที่เกิดขึ้นโดยคำนวณจากส่วนต่างของราคาที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีจัดซื้อจากนาย ป. กับราคาประเมินที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาเซกา โดยให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดเต็มจำนวน คิดเป็นเงิน 1,148,400 บาท และผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใน กรณีเดียวกันนั้น โดยกำหนดระดับความรับผิดแตกต่างกันไปตามระดับแห่งความรับผิดชอบ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดียังได้ระบุไว้ในคำสั่งว่า หากผู้ถูกฟ้องคดีได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้ฟ้องคดี เมื่อนำมารวมกับจำนวนเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดซื้อ ที่ดินดังกล่าวแล้วเกินจำนวนความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจะคืนเงินที่ได้รับชำระไว้เกินให้แก่เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องตามสัดส่วนแห่งความรับผิดและที่ได้ชำระไว้ของแต่ละคน จึงเป็นกรณีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าว ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้ว ดังนั้น คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 311/2548 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการเป็นเงินจำนวน 1,148,400 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


25. คดีหมายเลขแดงที่ อ.2/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.14/2549

                เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้เป็นกรณีเกี่ยวกับการประสานงานเพื่อคืนของกลาง ในระหว่างคดี ซึ่งมิได้มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่ง กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการไว้ การพิจารณาว่าผู้ถูกฟ้องคดี (กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) หรือเจ้าหน้าที่ของ ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรหรือไม่ จึงควรพิจารณาเทียบเคียงจากกฎที่กำหนด เกี่ยวกับขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการในกรณีที่ได้รับการร้องขอจาก ประชาชนที่ใช้บังคับเป็นการทั่วไปอยู่ในขณะนั้น คือ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2532 เมื่อพิจารณาตามข้อ 9 ข้อ 10 และข้อ 8 ของระเบียบดังกล่าว ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2540 จะเห็นได้ว่าระเบียบนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐซึ่งรวมถึงผู้ถูก ฟ้องคดีด้วย มีมาตรฐานเดียวกันและเป็นไปด้วยความรวดเร็วเรียบร้อย โดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ต่อการให้บริการประชาชน ซึ่งโดยหลักแล้วหน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาและดำเนินการตามคำขอให้แล้วเสร็จ ภายในหนึ่งวัน เว้นแต่คำขอใดที่สภาพแห่งเรื่องไม่อาจดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งวัน ก็ให้หน่วยงานของรัฐออกระเบียบเพื่อกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติ ราชการเองได้ แต่ทั้งนี้ระยะเวลาดังกล่าวสมควรให้แล้วเสร็จในกำหนดเวลาเก้าสิบวัน อันอาจจะถือได้ว่าระยะเวลาเก้าสิบวันเป็นระยะเวลาอย่างสูงสำหรับการปฏิบัติ ราชการตามคำขอของประชาชน เว้นแต่ในกรณีที่มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว แม้ว่าการประสานงานเพื่อคืนของกลาง ในระหว่างคดีจะเป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการ มิใช่กรณีการปฏิบัติราชการตามคำขอของประชาชน แต่ก็อาจที่จะนำระยะเวลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมาอนุโลมใช้ ประกอบการพิจารณาสำหรับการปฏิบัติราชการที่ไม่มีการกำหนดเวลาไว้เป็นการ เฉพาะดังเช่นในเรื่องนี้ เพื่อมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เป็นข้ออ้างในการปฏิบัติ หน้าที่อย่างไม่มีกำหนดระยะเวลา อันจะทำให้การปฏิบัติราชการไม่สำเร็จบรรลุผลหรือสำเร็จแต่ล่าช้าเกินสมควรจน ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือประชาชน ซึ่งคดีนี้วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุมัติให้คืนรถยนต์ ของกลางคือวันที่ 23 พฤษภาคม 2543 นั้น ยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นวันเริ่มนับระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้อง คดีเพราะเป็นขั้นตอนการพิจารณาออกคำสั่งของผู้มีอำนาจซึ่งก็คือรัฐมนตรีว่า การกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งหลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาในการติดต่อประสานงานภายในหน่วยงานเพื่อถ่าย ทอดคำสั่งนั้นไปสู่การปฏิบัติด้วย โดยหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อนุมัติให้คืนของกลาง ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับเรื่องคืนไปเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 ประมาณ 2 วัน หลังจากที่รัฐมนตรีฯ อนุมัติ ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาตามปกติในการติดต่อประสานงานระหว่างหน่วยงาน แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้รับเรื่องมาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีก็ควรดำเนินการประสานงานเพื่อส่งมอบรถยนต์ของกลางให้แก่ พนักงานสอบสวนภายในเก้าสิบวัน อันเป็นระยะเวลาที่ได้วินิจฉัยมาแล้วว่าสมควรนำมาเทียบเคียงใช้กับกรณีนี้ ดังนั้น วันที่ผู้ถูกฟ้องคดีควรประสานงานในการคืนรถยนต์ของกลางให้แล้วเสร็จอย่างช้า ที่สุดคือวันที่เก้าสิบนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2543 ก็คือวันที่ 23 สิงหาคม 2543 แต่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 20 สิงหาคม 2544 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ขอให้พิจารณาสั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการส่งมอบรถยนต์ของ กลางให้พนักงานสอบสวน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อเรื่องการอนุมัติคืนรถยนต์คันพิพาทถูกส่งกลับมาที่ส่วนป้องกันและปราบ ปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) จังหวัดแพร่ แล้ว นาย ว. เจ้าพนักงานป่าไม้ ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ในความรับผิดชอบ โดยนาย ว. ชี้แจงว่าได้รับเรื่องดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2543 และสาเหตุที่ทำให้การโต้ตอบหนังสือเรื่องดังกล่าวล่าช้าเพราะตนเองไม่มี ประสบการณ์ในด้านการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดการเกี่ยวกับ รถยนต์ของกลาง จึงต้องรอการปรึกษาขั้นตอนแนวทางการปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่เดิม และเนื่องจากยังไม่ได้มีการแบ่งงานในหน้าที่รับผิดชอบในส่วนป้องกันและปราบ ปรามที่ 3 อย่างชัดเจน ตนเองจึงต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ด้วย ประกอบกับต้องออกปฏิบัติงานนอกหน่วยงานตามแผนปฏิบัติการร่วมป้องกันและปราบ ปรามการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าหลายครั้ง จนครั้งหลังสุดเมื่อกลับมายังหน่วยงาน ไม่ปรากฏเรื่องขอคืนรถยนต์คันพิพาทวางอยู่ที่เดิม จึงไม่ได้เฉลียวใจที่จะดำเนินการต่อ จนกระทั่งได้รับการประสานงานจากสำนักป้องกันและปราบปรามให้ตรวจสอบค้นเรื่อง เดิม จึงได้พยายามค้นหาเรื่องดังกล่าวจนพบและได้ดำเนินการจนแล้วเสร็จนั้น ลักษณะพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมเข้าข่ายการประมาทเลินเล่อ เพราะเมื่อเอกสารที่อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบสูญหายไป ตัวเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบก็ต้องติดตามค้นหาเพื่อดำเนินการให้เสร็จสิ้นตาม หน้าที่ของตน หรือมีการดำเนินการอื่นใดเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับการสูญหายของ เอกสารนั้น มิใช่ปล่อยให้เอกสารหายไปโดยไม่สนใจที่จะติดตามค้นหา พฤติการณ์ของนาย ว. ดังกล่าว จึงเป็นการมิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์ของเจ้า หน้าที่ของรัฐ ดังนั้น เมื่อนาย ว. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จน เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการที่ได้รับคืนรถยนต์คันพิพาทล่า ช้าเกินสมควร อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการที่ ผู้ฟ้องคดีต้องขาดประโยชน์ใช้สอยรถยนต์คันพิพาทในช่วงระยะเวลาที่เจ้า หน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เมื่อโดยปกติรถยนต์คันดังกล่าวใช้ประโยชน์โดยให้ผู้อื่นเช่า แม้ว่าต่อมาสัญญาเช่าระหว่างผู้ฟ้องคดีและนาย ส. จะหมดอายุ แต่ผู้ฟ้องคดีก็อาจจะให้ผู้อื่นเช่าในอัตราค่าเช่าเท่าเดิม คือ เดือนละ 10,000 บาท ดังนั้น รายได้จำนวนดังกล่าวจึงเป็นรายได้ทั่วไปที่ผู้ฟ้องคดีควรได้รับ เมื่อระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย คือ 11 เดือน 27 วัน จึงควรกำหนดค่าเสียหายจากการขาดรายได้เดือนละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 119,000 บาท การที่ผู้ถูกฟ้องคดีอุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายจากการขาดรายได้ของผู้ฟ้องคดีที่แท้จริงจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการ ซ่อมบำรุงรักษารถยนต์และค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างคนขับรถยนต์ออกเสียก่อนนั้น เมื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ถูกฟ้องคดีสันนิษฐานว่าผู้ฟ้องคดีจะต้องใช้จ่าย โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้มีเอกสารหลักฐานใดๆ มาสนับสนุนข้อกล่าวอ้าง อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีจึงฟังไม่ขึ้น


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :