You are here

ย่อคำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองในคดีคำสั่งทางปกครอง

1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.265/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.622/2552

                เมื่อคณะ อนุกรรมการสอบสวนกรณีผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวโทษว่ามีพฤติกรรม ผิดจรรยาบรรณต่อวิชาชีพการสัตวแพทย์ได้รับคำกล่าวโทษและพยานเอกสาร บทความในวารสาร พ. แล้ว ได้มีหนังสือให้ผู้ฟ้องคดีมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนในเรื่องที่ ถูกกล่าวโทษ ซึ่งผู้ฟ้องคดี ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนว่าไม่ทราบข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วย จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ในขณะที่ตีพิมพ์ข้อมูลดังกล่าว แต่หลังจากได้รับหนังสือตักเตือน จากสัตวแพทยสภาก็ทราบดีและจะระมัดระวังมากขึ้น ถ้าหากมีการสัมภาษณ์ในลักษณะใกล้เคียงเกิดขึ้นอีกจะระมัดระวังในการตักเตือน ผู้สัมภาษณ์และขอตรวจสอบข้อมูลก่อนจะให้มีการตีพิมพ์ โดยผู้ฟ้องคดีมิได้ร้องขอให้ทำการสอบสวนพยานอื่นประกอบ ดังนั้น เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอจึงได้เสนอความเห็นต่อ คณะกรรมการสัตวแพทยสภา และคณะกรรมการสัตวแพทยสภาก็ไม่ได้ให้สอบสวนเพิ่มเติม โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีมีพฤติกรรม ผิดจรรยาบรรณวิชาชีพและมีมติให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือน จึงเป็นการดำเนินการสอบสวนกรณี มีการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนถ้อยคำของผู้ฟ้องคดี ที่แจ้งให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทราบว่า ผู้ฟ้องคดีไม่ทราบข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพในขณะที่ มีการตีพิมพ์ แต่หลังจากนั้นได้รับหนังสือตักเตือนจากสัตวแพทยสภาก็ทราบดีและจะระมัดระวัง มากขึ้น ถ้าหากมีการสัมภาษณ์ในลักษณะใกล้เคียงกันนี้เกิดขึ้น อีกจะระมัดระวังในการตักเตือนผู้สัมภาษณ์และขอตรวจสอบข้อมูลก่อนจะให้มีการ พิมพ์ นั้น ข้อความดังกล่าวเป็นการให้ถ้อยคำที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอนาคต ไม่เป็นเหตุให้การบันทึกถ้อยคำหรือการสอบสวนไม่ชอบแต่อย่างใด และเมื่อคำสั่งสัตวแพทยสภาที่ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดี ที่มีข้อความระบุว่าคณะอนุกรรมการสอบสวนได้ทำการสอบสวนจากหลักฐานต่างๆ และได้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวโทษรับทราบข้อกล่าวโทษ และมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน โดยคณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวโทษทั้งสองไม่มีเหตุใดที่จะมาอ้างว่าไม่ทราบข้อบังคับ จนเป็นเหตุให้มีการโฆษณา การประกอบวิชาชีพของตน จึงเห็นว่าผู้ฟ้องคดี มีพฤติกรรมผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ข้อ 24 แห่งข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 เห็นสมควรให้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือน นั้น เป็นข้อความที่ให้เหตุผลในการวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา 45 วรรคสี่ แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 แล้ว และการแจ้งคำสั่งเป็นเพียงกระบวนการแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ถูกลงโทษทราบ อีกทั้งมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้แจ้งผู้ถูกลงโทษภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ออกคำสั่ง ก็เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดให้ผู้ออกคำสั่งปฏิบัติเท่านั้น หาได้เป็นเหตุทำให้คำสั่งดังกล่าวสิ้นผลตามที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างแต่อย่าง ใด
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าวารสาร พ. ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2548 เผยแพร่บทความสัตวแพทย์นักบุญของสุนัขและแมว ในคอลัมน์สนุกกับงานที่ผู้ฟ้องคดีกับนายสัตวแพทย์ พ. ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตน โดยผู้ฟ้องคดีไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้นักข่าวของวารสารดังกล่าวนำบทความมา ตรวจสอบก่อนว่าจะขัดกับการประกอบวิชาชีพของตนหรือไม่ก่อนนำลงตีพิมพ์เพื่อ เผยแพร่ต่อสาธารณชน ประกอบกับการให้นักข่าวถ่ายภาพเพื่อประกอบบทความขณะที่ผู้ฟ้องคดีสวมเสื้อ สัตวแพทย์ที่มีเครื่องหมายของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อติดอยู่ แม้จะมีขนาดเล็กที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ แต่เมื่ออ่านประกอบบทความแล้วย่อมทราบได้ว่าเป็นของโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ อันอาจนำไปใช้ในทางโฆษณาการประกอบวิชาชีพของตน จึงเป็นการไม่ระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมีเพื่อป้องกันมิให้การประกอบวิชาชีพ การสัตวแพทย์ของตนแพร่ออกไปในสื่อมวลชนเป็นไปในทำนองเผยแพร่ความรู้ความ สามารถของตน แม้ผู้ฟ้องคดี จะอ้างว่าขณะนั้นอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม การที่ผู้ฟ้องคดีถอดเพียงเสื้อสัตวแพทย์ที่มี ตราสัญลักษณ์ของโรงพยาบาลสัตว์ย่อมอยู่ในวิสัยที่ผู้ฟ้องคดีสามารถกระทำได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยที่พึงมี จึงเป็นการฝ่าฝืนข้อ 24 ของข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 อีกทั้งโทษว่ากล่าวตักเตือนเป็นโทษที่เบาที่สุดตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี (นายกสัตวแพทยสภา) ที่ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.200/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.501/2549

                การที่ ผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 2 ประธานกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดมีหนังสือในฐานะคณะกรรมการ สอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน การเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายตามหนังสือ ฉบับดังกล่าว จึงมิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามหนังสือดังกล่าว ก็ชอบที่จะปฏิเสธไม่ชดใช้โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหนังสือฉบับ ดังกล่าว แต่เป็นเรื่องของผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ที่จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดีโดยการฟ้องขอให้ศาลที่ มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อ ไป กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดย มิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับเงื่อนไขการฟ้องคดี อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่กรณีฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ ศาลปกครองสูงสุดก็มีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาหรือมีคำ สั่งได้ ตามข้อ 92 ประกอบกับข้อ 116 แห่งระเบียบของ ที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


3. คดีหมายเลขแดงที่ อ.114/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.189/2550

                ผู้ฟ้อง คดีซึ่งเป็นพนักงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) ได้ขออนุมัติยืมเงินทดรองจ่ายจำนวน 50,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการจัดสัมมนาและ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) อนุมัติให้ใช้งบกลางในการจัดสัมมนาดังกล่าวแล้ว ต่อมา สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ทำการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แล้วมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรียกเงินคืนจากการเบิกจ่ายเงินทดรองจ่ายดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่ากรณีดังกล่าวไม่ใช่เป็นการจ่ายเงินยืมทดรองจ่ายให้กับ พนักงานเพื่อกิจการภายในขอบเขตวัตถุประสงค์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกับผู้ฟ้องคดี ซึ่งคณะกรรมการได้สอบสวนแล้วมีความเห็นให้ยกเว้นโทษทางวินัย เนื่องจากมิได้มีเจตนาที่จะกระทำผิด แต่ให้เรียกเงินทดรองจ่ายคืนจากผู้ฟ้องคดีตามความเห็นของสำนักงานตรวจเงิน แผ่นดิน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย จึงได้มีคำสั่งที่ 176/2547 ลงวันที่ 19 เมษายน 2547 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินตามที่รับไป ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงยื่นอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาแล้วมีความเห็นยืนตามความเห็นเดิมและได้มีหนังสือลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 แจ้งให้ ผู้ฟ้องคดีนำเงินจำนวน 50,000 บาท คืนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผู้ฟ้องคดีได้รับทราบคำวินิจฉัยดังกล่าวเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 แต่เห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งที่เรียกให้คืนเงินดังกล่าว เมื่อคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีคืนเงินทดรองจ่ายที่ยืมไปเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่ มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 44 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดยผู้ฟ้องคดีได้รับทราบผลการพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 ตามหนังสือแจ้งของกองบัญชีและการเงินลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รู้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 การฟ้องคดีนี้ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2548 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตาม มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.ฎ. จัดตั้งองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ พ.ศ. 2519 อันมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กระทำการยืมเงินทดรองจ่ายไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินคืน จากการกระทำละเมิดตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้นทำการสอบสวน ตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ก่อนแล้วจึงจะทำการวินิจฉัยและ ออกคำสั่งได้ เมื่อกรณีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ออกคำสั่งที่ 176/2547 ลงวันที่ 19 เมษายน 2547 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้คืนเงินยืมทดรองจ่ายที่ยืมไปโดยมิได้ดำเนินการตามนัยดัง กล่าวแล้ว แต่ได้นำผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยซึ่งเป็นคณะกรรมการสอบสวน ตามกฎหมายคนละฉบับและมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกันมาเป็นเหตุในการออกคำสั่งดัง กล่าว จึงเป็นการออกคำสั่งไปโดยมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนดไว้ คำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


4. คดีหมายเลขแดงที่ อ.10/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.620/2550

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดี (เทศบาลตำบลศรีพนา) ได้มีคำสั่งที่ 311/2548 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิด ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลศรีพนา ได้ทำสัญญาซื้อที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2123 จำนวนเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 83 ตารางวา จากนาย ป. ในราคา 1,365,000 บาท ซึ่งการจัดซื้อที่ดินดังกล่าวเป็นการจัดซื้อเฉพาะแห่ง และจัดซื้อโดยวิธีพิเศษ ซึ่งตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 ข้อ 21 กำหนดว่า ก่อนดำเนินการซื้อที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้าง ให้เจ้าหน้าที่พัสดุทำรายงาน เสนอต่อผู้สั่งซื้อตามรายการดังต่อไปนี้ ... (2) รายละเอียดของที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างที่ต้องการซื้อ รวมทั้งเนื้อที่และท้องที่ที่ต้องการ (3) ราคาประเมินของทางราชการในท้องที่นั้น (4) ราคาซื้อขายของที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อครั้งหลัง สุดประมาณ 3 ราย ... และข้อ 50 กำหนดว่า การซื้อโดยวิธีพิเศษ ให้หัวหน้าฝ่ายบริหารของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นแต่งตั้งคณะ กรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษขึ้นเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้ ... (6) ในกรณีพัสดุที่เป็นที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง ให้เชิญเจ้าของที่ดินโดยตรงมาเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาดหรือราคาที่คณะกรรมการ เห็นสมควรให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ในการจัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว จำต้องปฏิบัติตามระเบียบข้างต้น แต่จากข้อเท็จจริงตามรายงานตรวจสอบสืบสวน ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 และรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าที่ ของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ปรากฏข้อเท็จจริงสอดคล้องกันว่า คณะกรรมการจัดซื้อที่ดินโดยวิธีพิเศษไม่ได้นำข้อมูลราคาประเมินที่ดินและ ราคาซื้อขายที่ดินใกล้เคียงบริเวณที่จะซื้อที่ดินครั้งหลังสุดจำนวน 3 ราย ที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาเซกา ประกอบการพิจารณาว่า สมควร ที่จะซื้อที่ดินแปลงนั้นตามราคาที่เสนอหรือไม่ อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่าที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 2123 เป็นที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 99 ซึ่งเคยอยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดี แต่ได้ขายให้แก่นาย ป. โดยตามคำให้การของนาย ป. ที่ได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคที่ 6 ความว่า หลักฐานสัญญาซื้อขายใบต่อรองราคาระหว่างตนกับผู้ถูกฟ้องคดีเป็นลายมือชื่อ ของตนจริง สำหรับหลักฐานการซื้อขาย ระหว่างตนกับผู้ฟ้องคดี ตนไม่ทราบรายละเอียด เพียงแต่ลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ และตนก็ไม่ได้ซื้อที่ดินดังกล่าวจากผู้ฟ้องคดี และไม่ได้จ่ายเงินจำนวน 220,000 บาท ให้กับผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด กรณีจึงน่าเชื่อว่า การซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวไม่มีการต่อรองราคา และเมื่อพิจารณาพฤติกรรมของผู้ฟ้องคดีแล้ว น่าเชื่อว่า การที่ผู้ฟ้องคดีขายที่ดินให้แก่นาย ป. เป็นการทำนิติกรรมอำพรางโดยผู้ฟ้องคดีมีเจตนาหลีกเลี่ยงการมีส่วนได้เสียใน สัญญากับ ผู้ถูกฟ้องคดี ตามมาตรา 18 ทวิ แห่ง พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 จากข้อเท็จจริงข้างต้นจึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีจงใจซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างสวนสุขภาพ โดยไม่ดำเนินการตามข้อ 21 (2) (3) (4) และข้อ 50 (6) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2535 เมื่อการกระทำดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ทางราชการด้วย ทั้งนี้ ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดความเสียหาย ที่เกิดขึ้นโดยคำนวณจากส่วนต่างของราคาที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีจัดซื้อจากนาย ป. กับราคาประเมินที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาเซกา โดยให้ผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดเต็มจำนวน คิดเป็นเงิน 1,148,400 บาท และผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายใน กรณีเดียวกันนั้น โดยกำหนดระดับความรับผิดแตกต่างกันไปตามระดับแห่งความรับผิดชอบ นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดียังได้ระบุไว้ในคำสั่งว่า หากผู้ถูกฟ้องคดีได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากผู้ฟ้องคดี เมื่อนำมารวมกับจำนวนเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการจัดซื้อ ที่ดินดังกล่าวแล้วเกินจำนวนความเสียหาย ผู้ถูกฟ้องคดีจะคืนเงินที่ได้รับชำระไว้เกินให้แก่เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องตามสัดส่วนแห่งความรับผิดและที่ได้ชำระไว้ของแต่ละคน จึงเป็นกรณีที่ ผู้ถูกฟ้องคดีได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าว ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้ว ดังนั้น คำสั่งผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 311/2548 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2548 ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ทางราชการเป็นเงินจำนวน 1,148,400 บาท จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


5. คำสั่งที่ ร.385/2554 คำร้องที่ ร.916/2553

                ผู้ฟ้อง คดีได้ยื่นคำฟ้องขอให้ศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน และขอให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันตามเดิม ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวและคำวินิจฉัยให้ยก อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) โดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันออกคำสั่งดังกล่าว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงาน บังคับคดี เนื่องจากประสงค์ให้สิทธิของผู้ฟ้องคดีกลับคืนสู่สถานภาพเดิมโดยให้ผู้ฟ้อง คดียังคงดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนันตามผลของกฎหมาย เห็นว่า เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 70 วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 72 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว เห็นได้ว่า กรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลปกครองได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ถูกนำมาฟ้องคดีดังกล่าว คำพิพากษาของศาลปกครองนั้นจะมีผลเป็นการเพิกถอนคำสั่งทางปกครองนับ แต่วันที่กำหนดไว้ใน คำพิพากษา และมีผลผูกพันคู่กรณีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อคำสั่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ได้ถูกเพิกถอนโดยผลของคำพิพากษาของ ศาลปกครองชั้นต้นแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องมีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาดังกล่าวอีก สำหรับการที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องและมีคำขอให้ผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านและกำนันตามเดิม นั้น ศาลปกครองชั้นต้นได้พิพากษาให้ยกคำขอดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากการออกคำสั่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่มิได้มีการ ตั้งเรื่องกล่าวหาและดำเนินการสืบสวนหรือสอบสวน และมิได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานตามมาตรา 30 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ ผู้ฟ้องคดีจึงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ที่ยกคำขอดังกล่าว ประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านและกำนัน ได้มีการเลือกผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนใหม่มาแทนผู้ฟ้องคดีแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างได้ว่า ผู้ฟ้องคดียังคงเป็นผู้ใหญ่บ้านและกำนันตามผลของคำพิพากษา คดีจึงไม่มีเหตุที่จะต้องออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำ ร้องขอของ ผู้ฟ้องคดี


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


6. คำสั่งที่ ร.382/2554 คำร้องที่ ร.645/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 (โรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ให้การศึกษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการโรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นข้าราชการครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษา ด้วยเหตุนี้กิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโครงการ จัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่ดำเนินการซึ่งถือ ว่าเป็นบริการสาธารณะประเภทหนึ่งให้บรรลุผล การปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนิน กิจการทางปกครอง ส่วนการจัดให้มีการจำหน่ายอาหารในโรงเรียนเป็นเพียงการดำเนินกิจการเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนหรือบุคคลทั่วไปที่จะ ซื้ออาหารและเครื่องดื่มระหว่างการเรียนการสอน โดยมีวัตถุแห่งหนี้เพื่อให้เช่าพื้นที่จำหน่ายอาหาร ในโรงเรียนตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคและด้วยความสมัครใจ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่ให้เอกชน เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาใน โรงเรียนโดยตรง ดังนั้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง อย่างไรก็ตาม ในการจัดหา ผู้จำหน่ายอาหารในโรงเรียน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีประกาศให้ยื่นซองเสนอราคา จึงเป็นการประกาศให้เสนอราคาเพื่อให้เช่าพื้นที่จำหน่ายอาหารหรือเพื่อให้ ได้สิทธิประโยชน์ในการขายอาหาร ในโรงเรียน ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้คัดเลือกและประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกโดย สั่งรับคำเสนอเช่าของนาง ท. ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธไม่รับคำเสนอเช่าหรือคำเสนอเพื่อสิทธิประโยชน์ ของผู้ฟ้องคดีด้วย จึงถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตาม ที่กำหนดไว้ในข้อ 1 (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ฉะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับ ความเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำสั่งข้างต้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองภายในสิบห้า วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งข้างต้น ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และได้ยื่นคำฟ้องต่อ ศาลปกครองภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


7. คำสั่งที่ ร.361/2554 คำร้องที่ ร.955/2553

                ผู้ฟ้อง คดีเคยรับราชการเป็นพนักงานเทศบาลสามัญ ตำแหน่งรองปลัดเทศบาล (นักบริหารงานเทศบาล 8 ) ได้ถูกร้องเรียนต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ว่ากระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการในการเบิกจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของ เทศบาลตำบลท่าลานไปใช้ประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่น ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นไต่สวนเพื่อพิจารณาและหาข้อเท็จจริงแล้วเห็น ว่าการกระทำของ ผู้ฟ้องคดีมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงตามที่มีการร้องเรียนกล่าวหา จริง จึงได้มีหนังสือสำนักงาน ป.ป.ช. ลับ ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2552 แจ้งมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (นายกเทศมนตรีตำบลหนองแค) ทราบเพื่อดำเนินการลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี ตามนัยมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 เห็นว่า กรณีนี้แม้ตามบทบัญญัติของกฎหมายมาตรา 92 ดังกล่าวจะให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีพิจารณาโทษตามความเห็นของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 4 ก็ตาม แต่มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ดังกล่าวก็เป็นเพียงการเตรียมการและการดำเนินการภายในของเจ้าหน้าที่ในการ พิจารณาทางปกครองซึ่งยังมิได้มีสภาพบังคับเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยจะมีผลบังคับและเป็นคำสั่งทางปกครองก็ ต่อเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีได้พิจารณาและออกคำสั่งลงโทษตามมติดัง กล่าวแล้ว และก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นคำสั่งอื่นใดหรือการกระทำอื่นที่มีผลกระทบต่อสิทธิ ของผู้ฟ้องคดีแล้วเช่นเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือด ร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ต่อศาลตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


8. คำสั่งที่ ร.359/2554 คำร้องที่ ร.947/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดี(คณะกรรมการจัดการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือ คณะกรรมการ จ.ส.ท.) เป็นคณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามข้อ 8 ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น พ.ศ. 2546 มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับกิจการสถานธนานุบาลขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจในการสั่งบรรจุ แต่งตั้ง หรือถอดถอนพนักงานและเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถานธนานุบาลตามข้อ 9 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกิจการสถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้อง ถิ่น พ.ศ. 2546 ได้มีคำสั่งสำนักงาน จ.ส.ท. ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 สั่งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งพนักงานสถานธนานุบาลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็น ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และเมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งสำนักงาน จ.ส.ท. ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลสามารถออกคำบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และโดยที่คำสั่งดังกล่าวออกโดยคณะกรรมการ กรณีจึงไม่ต้องอุทธรณ์ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทั้งไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวก่อนฟ้องคดี ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีไม่ได้ระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับยื่นคำ ฟ้องไว้ในคำสั่งดังกล่าว ระยะเวลา การฟ้องคดีจึงขยายออกไปเป็นหนึ่งปีนับแต่วันได้รับทราบคำสั่งตามมาตรา 50 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ทราบคำสั่งสำนักงาน จ.ส.ท. ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2552 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2552 ผู้ฟ้องคดีจึงต้องนำคดี มาฟ้องต่อศาลภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ตามมาตรา 50 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2553 จึงเป็นการนำคดีมาฟ้องต่อศาล เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และการฟ้องคดีนี้ก็เป็นการยื่นฟ้องเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้ฟ้องคดีเอง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวจำกัดเฉพาะแก่ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น มิได้มีผลกระทบต่อบุคคลอื่น จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมที่จะยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการฟ้องคดีตาม มาตรา 52 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


9. คำสั่งที่ ร.259/2554 คำร้องที่ ร.343/2553

                ผู้ฟ้อง คดีได้นำ ส.ค. 1 เลขที่ 227 ไปดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาอู่ทอง ตรวจสอบแล้วพบว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดี อยู่ในที่สาธารณประโยชน์ลำลาดพร้าว ซึ่งเป็นเขตจัดรูปที่ดิน จึงได้ส่งเรื่องให้สำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการจัดรูปที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี) ได้พิจารณาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 แล้วมีมติให้คงที่สาธารณประโยชน์ลำลาดพร้าว ไว้ให้เป็นที่ดินของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อใช้ในการจัดรูปที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินฯ จึงมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ ผู้ฟ้องคดีจึงขอให้ศาลเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมที่ดิน) ออกเอกสารสิทธิ์ให้กับประชาชนที่มี ส.ค. 1 ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเลิกใช้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
อย่างไรก็ตาม มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2548 ดังกล่าว เป็นเพียงขั้นตอนภายในของฝ่ายปกครองในการตรวจสอบสถานะของที่ดินก่อนดำเนิน การออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีต่อไปเท่านั้น ยังไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 แจ้งผู้ฟ้องคดีว่าไม่สามารถออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีได้ จึงจะมีผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะได้รับความ เดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และการแก้ไขหรือบรรเทา ความเดือดร้อนหรือเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีได้รับจำต้องมีคำบังคับของศาลโดยการ สั่งให้เพิกถอนคำสั่งตามหนังสือดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว แต่โดยที่ประมวลกฎหมายที่ดินมิได้บัญญัติขั้นตอนการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองไว้ เป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 44 ประกอบมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่อย่างใด กรณีจึงถือว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตาม ขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้ก่อนฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีหนังสือลงวันที่ 6 มิถุนายน 2551 วันที่ 13 มกราคม 2552 และวันที่ 29 มกราคม 2552 นั้น เป็นการขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ การครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดีและสภาพของที่สาธารณประโยชน์ลำลาดพร้าว เท่านั้น ฟังไม่ได้ว่าเป็นการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินตาม หนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2548 แต่อย่างใด


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


10. คำสั่งที่ ร.256/2554 คำร้องที่ ร.679/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดีจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ตามสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) ซึ่งมีลักษณะที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีภารกิจในการให้ บริการทางการศึกษาซึ่งก็คือการให้บริการสาธารณะสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญา ที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินงานจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) ข้อ 2 ได้กำหนดให้ระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ระยะเวลา 6 เดือน ถือเป็นระยะเวลาทดลองปฏิบัติงานตามสัญญา ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีสมควรที่จะทดลองปฏิบัติงานต่อไปอีกจนถึงวันสิ้นสุดสัญญาจ้างคือ วันที่ 30 กันยายน 2552 โดยคณะกรรมการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานได้ดำเนินการประเมินผลการทดลอง ปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 และมีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน สมควรให้ออกจากงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาการจ้าง หลังจากนั้นอธิการบดีของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนผู้ถูกฟ้อง คดีพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2552 จึงให้พ้นจากงานโดยไม่จ้างต่อ จึงเป็นกรณีที่สัญญาจ้างทำงานระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) สิ้นสุดลง และผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องการที่จะต่อสัญญาจ้างกับ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีอีกหรือไม่ เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี ที่จะต้องพิจารณาดำเนินการ ศาลไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีต่อสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีหรือมี คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดียังคงสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามคำสั่งของผู้ถูก ฟ้องคดี ที่ 2222/2551 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ต่อไป หาได้ไม่ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามข้อ 7 ของสัญญาจ้าง ที่กำหนดให้คู่สัญญาจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ อย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อ 5 ของระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัยจากเงินอุดหนุน พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้พนักงานมหาวิทยาลัยจากเงินอุดหนุนเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ ฉะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถทำงานต่อไปจนถึงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ นั้น เห็นว่า ตามข้อ 5 ของระเบียบดังกล่าว เป็นการกำหนดอายุของพนักงานมหาวิทยาลัยว่าไม่สามารถทำงาน ในตำแหน่งดังกล่าวได้ต่อไป เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แล้ว เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดเกี่ยวกับอายุการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่ระยะเวลาใดจน ถึงเวลาใด จึงต้องพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ ส่วนหนังสือ ที่ ศธ 0517/ว.11302 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552 นั้น หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดีในการที่จะดำเนินการ ร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่มีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่จะถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่อย่างใด


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


11. คำสั่งที่ ร.238/2554 คำร้องที่ ร.543/2553

                ผู้ฟ้อง คดีทั้งสิบได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ในโรงเรียนบางลี่วิทยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างร้านค้าย่อยภายในโรงอาหารของโรงเรียนบางลี่ วิทยาเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้สิทธิเป็นผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ต่อมา ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้อำนวยการโรงเรียนบางลี่วิทยา) ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ และให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งอุปกรณ์ออกจากร้านค้า จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนใน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นข้าราชการ ในสังกัดดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการแทนรัฐตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อสัญญามีลักษณะเป็นการที่หน่วยงานปกครองยอมให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์จาก ทรัพย์สินของทางราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เด็กนักเรียนในการซื้ออาหารรับประทานในระหว่าง ศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา อีกทั้งเงื่อนไขตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้ก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ภายใต้หลักเสรีภาพในการทำสัญญา ความเสมอภาคและความสมัครใจของคู่สัญญา ซึ่งเป็นลักษณะของสัญญาทางแพ่ง มิใช่เอกสิทธิ์ของรัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อให้วัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการ สาธารณะด้านการศึกษาบรรลุผล ทั้งสัญญามิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอุทธรณ์ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสิ้นสุดการจำหน่ายอาหารและ เครื่องดื่ม รวมทั้งให้ขนย้ายอุปกรณ์ออกจากโรงอาหาร ของโรงเรียนบางลี่วิทยา เป็นคำสั่งทางปกครองตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ นั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี แจ้งยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการกระทำโดยอาศัยสัญญา การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งดังที่ได้วินิจฉัย ข้างต้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาตามสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


12. คำสั่งที่ ร.236/2554 คำร้องที่ ร.488/2553

                ผู้ฟ้อง คดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งอาจารย์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (รักษาการคณบดีวิทยาลัยแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก) ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีครั้งที่ 2/2552 ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เห็นว่า กระบวนการในการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีเป็นเพียงขั้นตอนภายใน ของคณะกรรมการประเมินเพื่อเสนอผลการพิจารณาต่อผู้บังคับบัญชาต่อไปเท่านั้น กระบวนการประเมินผลการปฏิบัติงานดังกล่าวมิได้มีผลกระทบต่อผู้ฟ้องคดีอันจะ มีสถานะเป็นคำสั่งทางปกครองแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพียงขั้นตอนการดำเนินการภายในของฝ่ายปกครอง จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมิใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจ จะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสาม ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ใช้ดุลพินิจไม่ต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีโดยอาศัยผลการประเมินการปฏิบัติงาน ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครอง นั้น เห็นว่า การใช้ดุลพินิจเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีนั้นมิใช่คำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่เป็นการใช้สิทธิเลิกจ้าง ตามสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาจ้างที่แน่นอน ดังนั้น เมื่อสัญญาสิ้นสุดแล้วผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามจะทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีต่อไปอีก หรือไม่เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามที่จะต้องดำเนินการตามความเหมาะสม แก่การบริหารงานภายในหน่วยงาน ศาลปกครองไม่อาจก้าวล่วงไปในการดำเนินงานของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามได้ ศาลจึงไม่อาจออกคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดี กลับเข้าทำงานเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย รวมทั้งไม่อาจออกคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จ่ายค่าเสียหายอันเป็นเงินค่าจ้างได้ เพราะหากศาลมีคำบังคับเช่นนั้นก็จะมีผลเป็นการบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ต้องต่อสัญญาจ้างให้ผู้ฟ้องคดีโดยปริยาย ดังนั้น คำขอของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ศาลไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ได้ตาม มาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


13. คำสั่งที่ ร.230/2554 คำร้องที่ ร.936/2553

                ผู้ฟ้อง คดีที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องในข้อหาที่ขอให้เบิกค่า เช่าบ้านให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนบ้านสำพะเนียง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 7) ได้มีคำสั่งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 7 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549 ให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ จากโรงเรียนบ้านสำพะเนียงไปช่วยปฏิบัติราชการที่โรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัย พิมาย มีกำหนดเวลา 1 ปี ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ยื่นคำขอเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการลงวันที่ 4 ธันวาคม 2549 ต่อผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย ซึ่งในขณะนั้นมีนาย ภ. ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน นาย ภ. ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย ได้สั่งการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2550 ว่าผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเนื่องจาก ช่วยราชการเท่านั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อนาย ภ. ซึ่งนาย ภ. แจ้งว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่การเงินของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 7 แล้ว แจ้งว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเพราะมาช่วยราชการเท่านั้น ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิเสธอีก สาเหตุที่ไม่ได้มีหนังสือร้องทุกข์ ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ได้ชี้แจงตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นว่า ที่ไม่ได้ร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิ มายหรือต่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เนื่องจากเคยยื่นคำร้องทุกข์มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับการพิจารณา จึงได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้พิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตาม พ.ร.ฎ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของ รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเนื่องจากการออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใด ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อคดีนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมายมีคำสั่งว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ เนื่องจากช่วยราชการเท่านั้น จึงทำให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับสั่งให้เพิกถอนคำสั่งผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริ ยาอุทัยพิมายที่ไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และคำสั่งของผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมายที่ไม่อนุญาตให้ผู้ ฟ้องคดีที่ 1 เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ เป็นคำสั่งที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิผู้ฟ้องคดีที่ 1 คำสั่งดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อ พ.ร.ฎ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มิได้กำหนดขั้นตอนและระยะเวลาสำหรับการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือ เสียหายไว้ ก่อนการฟ้องคดีจึงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยที่มาตรา 44 วรรคสอง บัญญัติว่า คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือ โดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย ในเมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 เพียงแต่เข้าไปสอบถามผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสุริยาอุทัยพิมาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้ทำคำสั่งทางปกครองด้วยวาจา โดยมิได้ทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือ ข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย ถือได้ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ยังมิได้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการต่อผู้ทำคำสั่งทางปกครอง เมื่อผู้ฟ้องคดีที่ 1 นำคดีข้อหาที่สี่ที่ขอให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตาม พ.ร.ฎ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2527 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2530 ฟ้องคดีต่อศาลปกครอง กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีโดยที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องข้อหานี้ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณาได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


14. คำสั่งที่ ร.226/2554 คำร้องที่ ร.877/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการทหารเรือถูกผู้บังคับบัญชาบังคับให้เขียนใบลาออกโดย มิได้สมัครใจ และกรมสารบรรณทหารเรือหน่วยงานต้นสังกัดมีคำสั่งลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการตามคำขอ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2551 ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นเรื่องขอกลับเข้ารับราชการแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และให้กองทัพเรือพิจารณารับผู้ฟ้องคดีกลับเข้ารับราชการใหม่ในตำแหน่งเดิม หรือตามความเหมาะสม กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครองและ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้า เกินสมควรตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมกรณีที่กรมสารบรรณทหารเรือ อนุมัติให้ ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ และผู้บัญชาการทหารเรือไม่ดำเนินการตามคำขอกลับเข้ารับราชการของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือ เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำดังกล่าว และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายต้องมีคำบังคับตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออก จากสารบบความเนื่องจาก ผู้ฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขการฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีขอกลับ เข้ารับราชการ แต่ไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานทางปกครอง ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานให้ปฏิบัติ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดแล้วและไม่ได้รับหนังสือจากหน่วยงานทางปกครองภายใน เก้าสิบวัน ผู้ฟ้องคดีจึงจะมีสิทธิ นำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองภายหลังจากระยะเวลาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดี มีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือเพื่อขอกลับเข้ารับราชการ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 และได้นำคดีมาฟ้อง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากมีหนังสือขอกลับเข้า รับราชการเพียง 55 วัน ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ทั้งนี้ ไม่เป็นการตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่หากได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข การฟ้องคดีครบถ้วนแล้วและภายในระยะเวลาการฟ้องคดีนั้น


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


15. คำสั่งที่ ร.213/2554 คำร้องที่ ร.783/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีในฐานะประชาชนชาวตำบลตรึม อำเภอศีขรภูมิ ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่ามีการทุจริตในองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ผู้ฟ้องคดีจึงได้มีหนังสือรวมทั้งยื่นคำขอต่อผู้ถูกฟ้องคดี (นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม) เพื่อขอข้อมูลข่าวสาร การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลตรึม หลังจากที่ได้รับเอกสารบางส่วน ผู้ฟ้องคดี ได้ตรวจสอบเอกสารดังกล่าวแล้วพบว่าการจัดซื้อจัดจ้างขององค์การบริหารส่วน ตำบลตรึมที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ถึงปี พ.ศ. 2553 ไม่มีความโปร่งใส โดยเฉพาะโครงการเสียงตามสายกระจายข่าว 18 หมู่บ้าน ซึ่งดำเนินการในปี พ.ศ. 2552 เป็นเงิน 800,000 บาท มีการตรวจรับงานแล้วแต่ใช้การไม่ได้ อยู่ในความรับผิดชอบของนาย ป. ซึ่งดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ระหว่างปี พ.ศ. 2547 ถึงปี พ.ศ. 2551 และดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรึมตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2551 จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้ชื่อบริษัทอื่นที่เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ ผู้ถูกฟ้องคดีเข้าเสนอราคาและมีการสมยอมกันในการเสนอราคาเพื่อให้บริษัทของ ตนได้เป็นคู่สัญญากับองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เมื่อคำขอบังคับตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลไล่ผู้ถูกฟ้องคดีออก จากตำแหน่ง เป็นคำขอที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะออกคำบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และการดำเนินการตามคำขอของผู้ฟ้องคดีก็ไม่มีผลเป็นการเยียวยาความเดือดร้อน หรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามคำขอดังกล่าวต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนคำขอที่ผู้ฟ้องคดีขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเงินจำนวน 800,000 บาท ให้แก่ประชาชนในตำบลตรึม เนื่องจากเกิดความเสียหายต่อโครงการเสียงตามสายกระจายข่าว 18 หมู่บ้าน โดยไม่มีการติดตามหาคนทำผิดมาดำเนินการ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมและรับผิดชอบในการบริหารราชการ ขององค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงการดังกล่าว ทำให้เสียทรัพย์ 800,000 บาท อันเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ต่อหน่วยงาน ของรัฐ หน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้ ตามมาตรา 10 ประกอบมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ในกรณีนี้ คือ องค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อน เสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีไม่ได้เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงไม่สามารถใช้สิทธิเรียก ร้องความเสียหายจากการกระทำละเมิดของผู้ถูกฟ้องคดี ประกอบกับคำขอของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวไม่มีผลเป็นการเยียวยาความเดือดร้อนหรือ เสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีโดยตรงแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้มีการลักขโมยสายไฟ และเสาไฟ (เสาเหล็ก) หายไปจำนวนมาก ไม่มีการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์การบริหารส่วนตำบลตรึม ถือเป็นความผิดทางละเมิดและความผิดทางวินัย โทษคือต้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากตำแหน่ง เห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวของผู้ฟ้องคดีเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมา แล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น และมิได้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือปัญหาเกี่ยว กับประโยชน์สาธารณะ ผู้ฟ้องคดีจึงมิอาจยกปัญหานี้ขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ได้ ตามข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


16. คำสั่งที่ ร.200/2554 คำร้องที่ ร.165/2553

                แม้ตาม ข้อ 48 และข้อ 62 วรรคสาม แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 จะมิได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน หรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมไว้ แต่ก็พอแปลความหมายได้ว่า ในการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมนั้นจะกระทำได้ก่อนวันสิ้นสุดการแสวงหาข้อเท็จจริง และคำฟ้องเพิ่มเติมจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะ รวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
คดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องฉบับลงวันที่ 9 ธันวาคม 2552 และฉบับลงวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร) มีคำสั่งที่ (8) 3/2551 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการ ตามคำขอของห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหายเพราะไม่ได้รับการโอนหุ้นจากนาย ธ. ผู้ฟ้องคดีต้องถูกปรับจากการผิดสัญญาและต้องถูกปรับจากกรมสรรพากร อีกทั้ง ต้องกู้ยืมเงิน จากแหล่งเงินทุน ต้องขอซื้อหุ้นจากนาย ธ. และค่าดำเนินการซื้อหุ้น ขอให้ศาลพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 176,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อหุ้นจากนาย ธ. อีกครั้งและมีการจดทะเบียนแก้ไขหุ้นส่วนเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ฟ้องคดี อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐอันเกิดจากคำสั่งทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และมีคำขอให้ศาลสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนในคดีเดิม ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งที่ (8) 3/2551 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2551 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมผู้เป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้จัดการ และข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ โดยมีคำขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ประกอบกับในคดีเดิมได้มีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดตามคำสั่งที่ 333/2552 วินิจฉัยว่า เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคู่กรณีในคดีเดิมย่อมต้องผูกพันในผลของคำสั่งของศาล ปกครองสูงสุดอันเป็นที่สุดแล้ว แต่ว่าแม้คำฟ้องเพิ่มเติมนี้จะเป็นคำขอใหม่ที่เป็นคนละข้อหากับคำฟ้องเดิม และผู้ฟ้องคดีมิได้มีคำขอให้ศาลกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองเป็นผู้ถูกฟ้องคดี และให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของตนด้วยก็ตาม แต่คำฟ้องเพิ่มเติมก็เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและมีประเด็นแห่งคดีเดียวกัน ที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ โดยศาลอาจกำหนดตัวผู้ถูกฟ้องคดีให้ถูกต้องได้
อย่างไรก็ตาม คำฟ้องเพิ่มเติมของผู้ฟ้องคดีนี้ถือได้ว่าเป็น “คำฟ้อง” ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และเป็นการตั้งประเด็นพิพาทใหม่ต่างหากจากคำฟ้องเดิม มิใช่การยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเดิมที่มีรายการไม่ครบถ้วน หรือไม่ชัดเจน หรือไม่อาจเข้าใจได้ตามมาตรา 45 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน อันจะมีผลให้อายุความสะดุดหยุดลง หรือให้ถือวันที่ยื่นฟ้องคดีครั้งแรกเป็นหลักในการนับอายุความ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงต้องยื่นคำฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ด้วย เมื่อผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งที่ (8) 3/2551 ของผู้ถูกฟ้องคดี โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รับคำอุทธรณ์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2551 แต่มิได้พิจารณาคำอุทธรณ์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ตามข้อ 89 วรรคหนึ่ง ของระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. 2549 แก้ไขเพิ่มเติม (ครั้งที่ 1) พ.ศ. 2551 เหตุแห่งการฟ้องคดีละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองจึง เกิดขึ้นเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันดังกล่าว คือ ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2551 เมื่อปรากฏว่าผู้ฟ้องคดียื่นคำฟ้องในคดีเดิมขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ของผู้ถูกฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2551 จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงคำสั่ง ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายอันเป็นเหตุแห่งการ ฟ้องคดีละเมิดอันเกิดจากคำสั่งทางปกครองอย่าง ช้าในวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ผู้ฟ้องคดีจึงต้อง ยื่นฟ้องเพิ่มเติมภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดี คือ ภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2552 แต่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2552 และวันที่ 11 ธันวาคม 2552 กรณีจึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ทั้งนี้ เมื่อมีการกล่าวอ้างว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและก่อให้เกิดความเสีย หายแก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการกล่าวอ้างว่ามีการกระทำละเมิดเกิดขึ้น การที่ผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้เสียหายยังไม่สามารถคำนวณค่าเสียหายได้ ไม่ทำให้การกล่าวอ้างว่ามีการกระทำละเมิดที่เกิดขึ้นแล้วไม่เป็นการกระทำ ละเมิด และหากมีการระบุค่าเสียหายไม่ถูกต้อง ผู้ฟ้องคดีก็สามารถแก้ไขคำฟ้องให้ถูกต้องได้ อีกทั้งการอ้างว่าหากระบุค่าเสียหายเกินจะมีผลในการเสียค่าขึ้นศาลก็มิใช่ เหตุจำเป็นอื่นที่ศาลจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องเพิ่มเติมทั้งสองฉบับของผู้ฟ้อง คดีไว้พิจารณา นั้น ชอบแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


17. คำสั่งที่ ร.192/2554 คำร้องที่ ร.716/2553

                ผู้ฟ้อง คดีทั้งสามสิบเจ็ดคนเป็นผู้ค้าที่ได้รับสิทธิให้ประกอบการค้าในบริเวณตลาด นัดจตุจักรฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดตลาดนัดกรุงเทพมหานคร) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการควบคุมการจัดตลาดนัดกรุงเทพมหานคร) ได้ร่วมกันมีมติ ในการประชุมครั้งที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานคร) จัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สถานที่เพิ่มเติมจากผู้ค้าที่ได้รับสิทธิประกอบ การค้าในตลาดนัดจตุจักรและมีทะเบียนผู้ค้า เพื่อนำส่งเป็นค่าเช่าพื้นที่ค้างชำระเพิ่มเติมให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนมติดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ภายหลังจากการรถไฟแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ชำระค่าเช่าพื้นที่ค้างชำระเพิ่มเติม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงได้ประชุมครั้งที่ 5/2553 เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2553 โดยมีมติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สถานที่เพิ่มเติมจากผู้ค้าที่ได้รับสิทธิประกอบ การค้าในตลาดนัดจตุจักรและมีทะเบียนผู้ค้า เพื่อนำส่งเป็นค่าเช่าพื้นที่ค้างชำระเพิ่มเติมให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมติดังกล่าวเป็นเพียงขั้นตอน การเตรียมการและการดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เพื่อจัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้สถานที่เพิ่มเติมต่อไป มติดังกล่าวจึงมิใช่คำสั่งทางปกครองตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของ ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจาก มติดังกล่าวที่จะมีสิทธิฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ในข้อหานี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการตลาดนัด) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ออกประกาศกองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าใช้สถานที่เพิ่มเติม ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2553 และประกาศกองอำนวยการตลาดนัดกรุงเทพมหานคร เรื่อง การจัดเก็บค่าใช้สถานที่เพิ่มเติม (สำหรับแผงค้าที่ไม่ได้มาติดต่อและชำระภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2553) ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2553 ให้ผู้ค้าที่ได้รับสิทธิประกอบการค้าในตลาดนัดจตุจักรและมีทะเบียนผู้ค้า ชำระค่าใช้สถานที่เพิ่มเติม แผงค้าละ 8,100 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว เห็นว่า การออกประกาศดังกล่าวอาศัยอำนาจตามข้อ 9 ของระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการบริหารงานตลาดนัดกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2533 โดยได้รับมอบอำนาจหน้าที่จากกรุงเทพมหานครซึ่งมีอำนาจหน้าที่จัดให้มีและควบ คุมตลาดตามมาตรา 89 (9) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 การออกประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายเข้าดำเนินการเกี่ยวกับการจัดระบบ บริการสาธารณะภายในท้องถิ่น เมื่อประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบ เจ็ดคน และประกาศดังกล่าวไม่ได้กำหนดตัวบุคคลผู้อยู่ในบังคับของประกาศไว้เป็นการ เฉพาะ จึงเป็นคำสั่งทางปกครองทั่วไป เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนฟ้องว่าได้รับความเดือดร้อนจากการดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อประกาศดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองทั่ว ไปซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือ เสียหายไว้โดยเฉพาะก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนจึงสามารถนำคดีมาฟ้องได้ทันที การที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ในวันที่ 12 กรกฎาคม 2553 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการ ฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ศาลปกครองจึงรับคำฟ้องในข้อหานี้ ไว้พิจารณาพิพากษาได้
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนมีคำขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ถือ ปฏิบัติต่อสิทธิและหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนในฐานะเป็นผู้ ที่ได้รับสิทธิและหรืออนุญาตให้เข้าประกอบการค้าในตลาดนัดจตุจักร โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จัดให้มีสัญญาให้สิทธินำสินค้ามาจำหน่ายในบริเวณตลาดนัดจตุจักรและทะเบียน ผู้ค้าแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามสิบเจ็ดคนคงตามเดิมย้อนหลังต่อเนื่องกันไปนับ ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป นั้น เมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งศาลมีอำนาจออกคำบังคับเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ดังนั้น คำขอดังกล่าวจึงไม่สอดคล้องกับคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจออกคำบังคับตามคำขอดังกล่าวได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

หมายเหตุ วินิจฉัยทำนองเดียวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 141/2554


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


18. คำสั่งที่ ร.181/2554 คำร้องที่ ร.919/2553

                ผู้ฟ้อง คดีเป็นผู้ต้องขังอยู่ที่เรือนจำกลางสงขลาฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสงขลา) มีคำสั่งเรือนจำกลางสงขลา ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2549 ลงโทษทางวินัย ผู้ฟ้องคดี 2 สถาน โดยลดชั้นจากชั้นเยี่ยมเป็นชั้นดีมากและตัดจำนวนวันที่ได้รับการลดวันต้อง โทษจำคุก จำนวน 60 วัน และคำสั่งเรือนจำกลางสงขลา ลงวันที่ 30 เมษายน 2550 ลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดี โดยขังเดี่ยวมีกำหนด 3 เดือน ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้ ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดี โดยที่คำสั่งดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 31 และมาตรา 35 (3) (6) และ (9) แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 และมีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่อาจนำมาฟ้องต่อศาลปกครองได้ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างไรก็ดี การฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดัง กล่าว ผู้ฟ้องคดีจะต้องดำเนินการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เพื่อให้มีการแก้ไขเยียวยาในฝ่ายปกครองก่อนที่จะนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง เมื่อ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มิได้กำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้ เป็นการเฉพาะ ผู้ฟ้องคดีจึงต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวโดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภาย ในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าวตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นบทกฎหมายทั่วไป เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คำสั่งเรือนจำกลางสงขลาที่สั่งให้ลงโทษทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองคำสั่ง มิได้แจ้งหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนสำหรับการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวไว้ ระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งจึงเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับ แจ้งหลักเกณฑ์หรือขั้นตอนในการอุทธรณ์คำสั่ง แต่ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 40 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิยื่นคำอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อผู้ถูกฟ้องคดีได้ภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งดังกล่าว ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ได้ร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่า ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำสั่งลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีทั้งสองฉบับ นั้น เห็นว่า รายละเอียด ในหนังสือของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ได้กล่าวถึงพฤติกรรมของนาย ว. หัวหน้างานควบคุมแดน 5 ที่ปฏิบัติต่อผู้ฟ้องคดี และผู้ฟ้องคดีขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยนาย ว. โดยที่ไม่ปรากฏข้อโต้แย้งคัดค้านคำสั่งลงโทษทางวินัยของผู้ถูกฟ้องคดี อันจะถือว่าเป็นการยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2553 โดยไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว ต่อผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดียังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมาย กำหนดไว้ ผู้ฟ้องคดีจึงยังไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


19. คำสั่งที่ ร.163/2554 คำร้องที่ ร.603/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 นาย ป.ผู้จัดการมรดกของนาย ส. ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายโดยอาศัยหลักฐาน ส.ค. 1 ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาสามชุก) ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่รับคำคัดค้าน ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับคำคัดค้านดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2(เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี) มีหนังสือลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 แจ้งผลอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งไม่รับคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีชอบด้วยระเบียบกฎหมาย แล้ว ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รับคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และดำเนินการยกเลิกคำขอลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 ของนาย ป. จึงเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหายของผู้ฟ้องคดี ต้องมีคำบังคับของศาลตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดี ได้อุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่รับคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 แจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องคดีทราบตามหนังสือลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 แล้ว จึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายตามขั้นตอนหรือวิธีการ ตามที่กำหนด ในมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และได้มีการสั่งการตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องคดีนี้ได้ ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งไม่รับ คำคัดค้านตามหนังสือลงวันที่ 13 ตุลาคม 2552 เมื่อวันที่ 14ตุลาคม 2552 กรณีจึงถือว่า ผู้ฟ้องคดีได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีในข้อหานี้ในวันดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจะต้องยื่นฟ้องต่อศาลภายในเก้าสิบวันนับแต่วันดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 12 มกราคม 2553 เป็นอย่างช้า การที่ ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องในข้อหานี้ต่อศาลเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่รับคำคัดค้านของผู้ฟ้องคดีซึ่งยื่นคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของนาย ป. เป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 เมื่อผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะต้องดำเนินการตามมาตรา 45 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โดยหากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนจะต้องรายงานความเห็นพร้อม ด้วยเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์เพื่อพิจารณา ซึ่งตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับข้อ 2 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้อธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรมเป็นผู้มีอำนาจพิจารณา อุทธรณ์ ฉะนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าวและแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือลงวัน ที่ 13 ตุลาคม 2552 จึงเป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ หนังสือแจ้งผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายต่อผู้ ฟ้องคดี นั้น เห็นว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาสามชุก เป็นส่วนราชการ ที่สังกัดอยู่ในสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีตามมาตรา 13 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรี สาขาสามชุก จึงเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักงานที่ดินจังหวัดสุพรรณบุรีโดยมีผู้ถูกฟ้อง คดีที่ 2 เป็นหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าคำสั่งไม่รับคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี ฉะนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวของผู้ฟ้องคดี จึงชอบด้วยมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ประกอบกับข้อ 2 (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


20. คำสั่งที่ ร.151/2554 คำร้องที่ ร.887/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องคดีต่อศาลแยกเป็น 3 ข้อหา ข้อหาที่หนึ่ง ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย) มีคำสั่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 แต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ของสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” และหากพบว่าสมาคมดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจตรวจสอบและสั่งการให้สมาคมดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมายดังกล่าวได้ แต่หากสมาคมมิได้ดำเนินการดังกล่าวและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เห็นว่าจะเกิดความเสียหาย ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจเข้าดำเนินการหรือบริหารงานแทนได้นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว เห็นว่า คำสั่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 เป็นเพียงการแต่งตั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไปดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสมาคม กีฬาว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่เท่านั้น และถึงแม้คำสั่งดังกล่าวจะมีการมอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เข้าดำเนินการหรือบริหารงานของสมาคมได้หากเห็นว่าสมาคมมิได้ปฏิบัติให้เป็น ไปตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็มิได้ให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เข้าดำเนินการหรือบริหารงานของสมาคมโดยทันที จนกว่าจะมีการตรวจสอบและพบว่าสมาคมมิได้ปฏิบัติตามกฎหมาย และได้มีการสั่งการให้สมาคมปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว แต่สมาคมไม่ปฏิบัติตามการสั่งการดังกล่าว ดังนั้น คำสั่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 จึงเป็นการดำเนินการภายในของหน่วยงานทางปกครองที่ยังมิได้มีผลกระทบต่อสิทธิ ของผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมีสิทธิฟ้องในข้อ หาที่หนึ่ง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนข้อหาที่สอง ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือ ที่ กก 5107/2881 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดียุติการดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินกิจกรรม ต่างๆ ของสมาคมโดยทันที พร้อมกับส่งมอบเอกสารการดำเนินการ เอกสารด้านการเงิน และอื่นๆ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าว และข้อหาที่สาม ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งที่ 112/2553 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 แต่งตั้งคณะทำงานให้ดำเนินกิจกรรมกีฬาบาสเกตบอลของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว และห้ามมิให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (นาย ก.) เกี่ยวข้องกับการบริหารงานและดำเนินกิจกรรมใดๆ ของผู้ฟ้องคดีโดยเด็ดขาด เห็นว่า คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นคณะกรรมการซึ่งได้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำสั่งการกีฬาแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ให้ดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. การกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2528 รวมถึงควบคุมการดำเนินกิจการกีฬาให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลปกครองฯ ต่อมา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีหนังสือ ที่ กก 5107/2881 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดียุติการบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมของสมาคมโดยทันที พร้อมกับส่งมอบเอกสารการดำเนินการ เอกสารด้านการเงิน และอื่นๆ ให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และมีคำสั่ง ที่ 112/2553 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2553 แต่งตั้งคณะทำงานดำเนินกิจกรรมกีฬาบาสเกตบอลของผู้ฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่าการได้มาของสมาชิกของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงทำให้คณะกรรมการบริหารของผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย หนังสือและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวมีผลกระทบต่อการบริหารงานและการดำเนินกิจกรรมของผู้ฟ้องคดีโดยตรง หนังสือและคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทราบหนังสือและคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าวแล้ว ซึ่งตามข้อ 25 วรรคสอง ของข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทย ฉบับที่ 6 ว่าด้วยการควบคุมสมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่ง เสริมการกีฬาโดยตรง ลงวันที่ 24 มีนาคม 2530 กำหนดว่า ในกรณีที่สมาคมไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของการกีฬาแห่งประเทศไทยให้อุทธรณ์ คำสั่งนั้นต่อประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยตาม ข้อ 25 วรรคสอง ของข้อบังคับดังกล่าว กรณีจึงถือว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการสำหรับการแก้ไข ความเดือดร้อนหรือเสียหายตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะก่อนนำคดีมาฟ้อง ต่อศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีในข้อหาที่สองและข้อหาที่สามต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าหนังสือและคำสั่งดังกล่าวเป็นการร่วมกันออกคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามโดยมีแผนการเตรียมไว้จึงไม่ต้องอุทธรณ์ก่อน และไม่มีบทกฎหมายใดบังคับให้ผู้ฟ้องคดีต้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง จึงไม่อาจรับฟังได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


21. คำสั่งที่ ร.141/2554 คำร้องที่ ร.663/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 3 (กรุงเทพมหานคร) เป็นราชการส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ มีอำนาจหน้าที่ จัดให้มีและควบคุมตลาดตามมาตรา 89 (9) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ได้มอบอำนาจให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการตลาดนัด) และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ประธานคณะกรรมการควบคุมการจัดตลาดนัดกรุงเทพมหานคร) ออกประกาศเพื่อจัดเก็บค่าใช้สถานที่ในตลาดที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 3 เมื่อประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิตามสัญญา ให้สิทธินำสินค้ามาจำหน่ายในตลาดนัดในเขตของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และประกาศดังกล่าวไม่ได้กำหนดตัวบุคคลผู้อยู่ในบังคับของประกาศไว้เป็นการ เฉพาะ จึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองประเภทคำสั่งทางปกครองทั่ว ไป ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เมื่อผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และโดยที่ประกาศดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองประเภทคำสั่งทางปกครองทั่ว ไป ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการ สำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาล ปกครอง ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถนำคดีมาฟ้องได้ทันที เมื่อผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 14 กรกฎาคม 2553 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการ ฟ้องคดี ตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


22. คำสั่งที่ ร.128/2554 คำร้องที่ ร.621/2552

                การใช้ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐมีอำนาจออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินภายในเวลาที่ กำหนดได้ ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดระยะเวลาสิบปีนับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อบัตรภาษีที่ผู้ฟ้องคดีออกให้แก่ผู้ขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากร ต้องมีการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อชำระค่าภาษีอากรแทนจำนวนเงินที่ต้องชำระ ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2525 และมีการวางฎีกาเบิกตามมูลค่าบัตรภาษีที่นำไปใช้แล้วเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2540 ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับความเสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ นับแต่วันที่ดังกล่าว วันที่ 18 กันยายน 2550 จึงเป็นวันที่มีการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี
กรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ชำระเงินตามคำสั่ง หน่วยงานของรัฐมีอำนาจ ที่จะพิจารณาใช้มาตรการบังคับทางปกครอง เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งดังกล่าวได้ ตามมาตรา 56 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และโดยที่มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินและขายทอดตลาด ตามมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เป็นมาตรการหนึ่งเพื่อให้ได้ชำระเงินโดยครบถ้วน หากผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือหน่วยงานอื่น ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องยังมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยว กับ การบังคับทางปกครอง ก็ไม่ตัดสิทธิผู้ฟ้องคดีที่จะใช้สิทธิทางศาล เพื่อให้ศาล มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้เงินตามคำสั่งของผู้ฟ้อง คดีได้ กล่าวคือ ผู้ฟ้องคดีชอบที่จะเสนอข้อพิพาทต่อศาลปกครองซึ่งเป็นองค์กรตุลาการพิจารณา พิพากษาอรรถคดี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสัมฤทธิ์ผล และยังเป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีในอันที่จะได้รับการรับรองและคุ้มครองสิทธิโดย ศาล เมื่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐใช้สิทธิเรียกร้องให้นาย ก. ซึ่งกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี โดยการออกคำสั่งให้นาย ก. ชำระเงินแก่ผู้ฟ้องคดี แต่นาย ก. ไม่ชำระ และได้ถึงแก่ความตายในภายหลัง โดยผู้ฟ้องคดีแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะทายาทโดยธรรมของนาย ก. ผู้ตาย ชำระแทนนาย ก. แล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดี ในฐานะเจ้าหนี้ในมูลละเมิดจึงจำต้องใช้สิทธิทางศาล เพื่อขอบังคับตามสิทธิ เรียกร้องอันมีต่อนาย ก. เจ้ามรดก โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์ มรดกให้แก่ผู้ฟ้องคดี


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


23. คำสั่งที่ ร.69/2554 คำร้องที่ ร.362/2553

                ผู้ฟ้อง คดีทั้งสองอ้างว่า ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ) ที่ออกคำสั่ง ที่ 30/2546 เรื่อง แนวทางการดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 คำสั่งที่ 55/2546 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัดดำเนินการ ใช้มาตรการทางภาษีกับผู้กระทำความผิดและผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติด ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 และคำสั่งที่ 3/2547 เรื่อง การปราบปรามผู้มีอิทธิพลเงินกู้นอกระบบ ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 อันเป็นที่มาของการมีหนังสือลงวันที่ 15 มีนาคม 2547 ถึงอธิบดีกรมสรรพากร เพื่อแจ้งมติที่ประชุมคณะทำงานติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัดดำเนินการใช้ มาตรการทางภาษี ซึ่งมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ปลัดกระทรวงการคลัง) เป็นประธานคณะทำงาน ในการประชุมครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2547 ที่มีมติให้กรมสรรพากรดำเนินการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรกลุ่มนาย ร. ซึ่งรวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าคำสั่งของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทั้งสามคำสั่งดังกล่าวและมติของคณะทำงานฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งทั้งสามคำสั่งและมติของคณะทำงานฯ ดังกล่าว กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ออกลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2546 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 30/2546 แต่งตั้งคณะทำงานติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัดดำเนินการใช้มาตรการทางภาษีกับ ผู้กระทำความผิดและผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติด ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2546 โดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเดียวกัน และต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2546 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะทำงานฯ ให้ดำเนินการติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัดดำเนินการใช้มาตรการทางภาษีกับผู้มี พฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพลด้วย หลังจากนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2547 อาศัยอำนาจตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 139/2546 เรื่อง การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 โดยกำหนดให้พฤติการณ์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ปล่อยเงินกู้นอกระบบเป็น พฤติการณ์ผู้มีอิทธิพลที่สำคัญ อีกประการหนึ่ง เมื่อคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 30/2546 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 139/2546 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่แม้ว่าจะมีผลบังคับเป็น การทั่วไปโดยมิได้เจาะจงตัวบุคคลก็ตาม แต่ก็มุ่งหมายให้ใช้บังคับเฉพาะกับกรณีหนึ่งกรณีใดเป็นการเฉพาะเจาะจงคือ ใช้บังคับกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลเท่านั้น คำสั่งดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งทางปกครองทั่วไป มิใช่คำสั่งทางปกครองที่ มีผลเป็นการเฉพาะตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่อาจอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 44 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองได้ทันทีที่ผู้ฟ้องคดี ทั้งสองรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 30/2546 ที่ให้จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ได้ถูกยกเลิกโดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 13/2549 เรื่อง การจัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด ลงวันที่ 16 มกราคม 2549 จึงมีผลทำให้ศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ยาเสพติดแห่งชาติสิ้นสภาพของการเป็นองค์กรลงตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีดัง กล่าว ผลของการใช้อำนาจคือ คำสั่งศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ ที่ 30/2546 กับคำสั่ง ที่ 55/2546 และคำสั่งที่ 3/2547 อันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงต้องถูกยกเลิกไปด้วยเช่นกัน กรณีจึงถือได้ว่าเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ได้หมดสิ้นไปแล้วและศาลไม่อาจมีคำ บังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อ ศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนมติที่ประชุมคณะทำงานติดตามตรวจสอบเพื่อเร่งรัดดำเนินการใช้มาตรการทาง ภาษีกับผู้กระทำความผิดและผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวกับยาเสพติดหรือเป็นผู้มี อิทธิพล ครั้งที่ 1/2547 ที่ให้กรมสรรพากรออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรกลุ่มนาย ร. รวมถึงผู้ฟ้องคดีทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่า คณะทำงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่เพียงเร่งรัดให้ส่วนราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ดำเนินการใช้มาตรการทางภาษีในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลเท่านั้น ประกอบกับการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรเป็นกระบวนการภายในของหน่วยงานทาง ปกครองที่จะนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครอง คือ การประเมินภาษีอากร มติของคณะทำงานฯ ดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตาม มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ฟ้องคดีทั้งสองจึงมิใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


24. คำสั่งที่ ร.22/2554 คำร้องที่ ร.263/2553

                ในข้อหา ที่ 1 ที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อเลื่อน ขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.)) ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อเลื่อนขึ้น แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) ตำแหน่งเลขที่ 15 และเลขที่ 16 และข้อหาที่ 3 ที่ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (เลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ดำเนินการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการประเมินผลงานให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนที่ ก.พ. กำหนดในหนังสือสำนักงาน ก.พ. ลงวันที่ 29 กันยายน 2538 ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน หรือตามที่ศาลเห็นเหมาะสมนับแต่วันที่มีคำพิพากษา นั้น ถือเป็นข้อหาเดียวกัน คือ การฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศคณะกรรมการคัดเลือกดังกล่าวและ ให้มีการดำเนินการใหม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก.พ. ได้ดำเนินการประกาศมาตรฐานกำหนดตำแหน่งและจัดตำแหน่งเข้าประเภทเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2551 แต่คดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้ารับการประเมินบุคคลและผลงานเพื่อ เลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 และผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนประกาศดังกล่าว กรณีจึงต้องใช้มาตรา 52 (4) แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ที่กำหนดให้อำนาจในการบรรจุแต่งตั้งเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังนั้น ประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงเป็นเพียงการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ที่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการคัดเลือกข้าราชการเข้ารับการประเมินบุคคลและผล งานเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) พร้อมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือก แล้วรายงานผลการคัดเลือกเพื่อเสนอผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 พิจารณาเห็นชอบ ซึ่งเป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะเห็นชอบตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอหรือไม่ก็ได้ กรณีจึงเป็นเพียงการดำเนินการภายในของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อประกอบการพิจารณาออกคำสั่งให้ผู้ใดมีสิทธิเข้ารับการประเมินบุคคลและผล งาน เพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) ซึ่งคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในเรื่องนี้ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่ทำ ให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หากผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิฟ้องเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ดังกล่าว จึงไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ศาลปกครองจึงไม่อาจรับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีในข้อหานี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือ มีคำสั่งได้
สำหรับข้อหาที่ 2 ที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2551 ให้นาง ช. รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการสารสนเทศของนายกรัฐมนตรี (เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 9 ชช.) นั้น เห็นว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังกล่าว เป็นการใช้อำนาจในทางบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายปกครองโดยแท้ ศาลปกครองจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดำเนินการดังกล่าวได้ ตามมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีไม่เป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


25. คดีหมายเลขแดงที่ ฟ.32/2553 คดีหมายเลขดำที่ ฟ.62/2552

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 (คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำตำบลลุ่มสุ่ม ที่ 1 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี ที่ 2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 3 และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 4) ได้ ประกาศให้มีการรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลลุ่มสุ่ม เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2549 ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการเลือกตั้งดังกล่าว เนื่องจากศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับตามคำสั่งของนายอำเภอ ไทรโยคที่ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลลุ่มสุ่มคนเดิมพ้นจากตำแหน่ง ทำให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคนเดิมยังคงสภาพดำรงตำแหน่งเช่นเดิม เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งดังกล่าวได้รับ ความเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือ คำสั่งอื่น ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 กำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด แต่ความเสียหายที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างเป็นผลจาก ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้ บริหารท้องถิ่น ตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ และคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่ให้ยกเลิกการเลือกตั้งเป็นผลมาจากการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้อง ถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งตามมาตรา 219 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :