You are here

ย่อคำพิพากษาและคำสั่งศาลปกครองในคดีสัญญาทางปกครอง

 

1. คดีหมายเลขแดงที่ อ.303/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.796/2549

                คดีนี้ ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (กรุงเทพมหานคร) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีปรับปรุงซอยท่าเรือจากถนนร่มเกล้าถึงคลองสาม และจากถนนคุ้มเกล้าถึงคลองสี่ตามสัญญา ลงวันที่ 1 เมษายน 2546 เป็นเวลา 120 วัน ซึ่งผู้ฟ้องคดีจะต้องเริ่มทำงานภายในวันที่ 1 เมษายน 2546 กำหนดแล้วเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 แต่ผู้ฟ้องคดีทำงานแล้วเสร็จช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 185 วัน จึงถือว่าผู้ฟ้องคดีผิดสัญญา ซึ่งตามข้อ 17 ของสัญญาผู้ฟ้องคดีจะต้องถูกหักเงินค่าจ้างหรือเงินประกันหรือหลักประกันการ ปฏิบัติตามสัญญาเป็นค่าปรับวันละ 20,367 บาท กรณีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงาน ตามสัญญาจ้างล่าช้าเกินกว่าที่กำหนดตามสัญญามีสาเหตุมาจากผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เห็นว่า จากหลักฐานบันทึกผลการทำงานของผู้ฟ้องคดีซึ่งนายช่างโยธาผู้ควบคุมงานได้ บันทึกไว้ ฟังเป็นที่ยุติว่าผู้ฟ้องคดีไม่เข้าทำงานตามสัญญาทำให้ระยะแรกต้องเสียเวลา ไปถึง 21 วัน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 20 เมษายน 2546 ตำรวจท้องที่และตำรวจทางหลวงได้มีประกาศขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้หยุดทำ การขนวัสดุช่วงเทศกาลเช็งเม้งและสงกรานต์นั้น ชอบที่ผู้ฟ้องคดีจะแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ทราบและขออนุญาตงดทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ผู้ฟ้องคดีก็หาได้ปฏิบัติดังกล่าวไม่ ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อให้ตนพ้นผิดได้ และที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าได้เข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2546 เป็นต้นไปแล้ว ก็เป็นเพียงการขนย้ายวัสดุมากอง ไว้บริเวณหน้างานที่ก่อสร้างเท่านั้นแล้วหยุดงานไปอีก โดยอ้างว่าต้องรอผลการทดสอบวัสดุ ที่จะนำมาทำการก่อสร้างถนน จนกระทั่งเมื่อทราบผลแล้วจึงได้เข้าทำงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเป็นช่วงใกล้เข้าฤดูฝน ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีจะต้องวางแผน และดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามสัญญา ประกอบกับการทดสอบวัสดุจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถทราบผลได้ทันที นอกจากนี้ กรณีบันทึกรายงานผลการทำงานของผู้ฟ้องคดีก็น่าเชื่อว่า ได้จัดทำขึ้นตามข้อเท็จจริง และผู้ฟ้องคดีได้ลงลายมือชื่อหรือประทับตราบริษัทเป็นหลักฐานไว้ โดยชอบแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เหตุที่ผู้ฟ้องคดีทำงานล่าช้าจนผู้ถูกฟ้องคดีปรับค่าจ้างเป็นเพราะความผิด ของผู้ฟ้องคดีเองที่ไม่เข้าทำงานตามสัญญาและเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนที่ ได้เสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต่อมา แม้ผู้ฟ้องคดีได้เข้าทำงานอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2546 ก็เป็นช่วงเข้าฤดูฝน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ผู้ฟ้องคดีควรจะรู้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะก่อนที่ผู้ฟ้องคดี จะเข้าเสนอราคาต้องมีการตรวจสอบและออกไปดูสถานที่ที่จะทำการก่อสร้างแล้วว่า มีสภาพอย่างใด ดังนั้น การที่ฝนตกหนักทำให้น้ำเริ่มท่วมในขณะที่สัญญายังเหลืออีก 35 วัน นับตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 และต่อเนื่องจนผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีต้องทำงานล่าช้ากว่ากำหนดเป็นเวลา 168 วัน จึงเป็นเหตุการณ์ปกติตามฤดูกาลที่เกิดขึ้น มิใช่เหตุสุดวิสัยเพราะเกิดอุทกภัยตามที่ผู้ฟ้องคดีอ้างแต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจอ้างเอาเหตุที่ฝนตกน้ำท่วมบริเวณที่ก่อสร้างมาเป็นอุปสรรคเพื่อขอ ต่ออายุสัญญาให้แก่ ผู้ฟ้องคดีออกไปอีก 168 วันได้ เพราะขัดต่อมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกองสารบรรณคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ที่ นว.165/2500 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2500 ข้อ 2 (ก) การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ต่ออายุสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีออกไปอีก 168 วัน ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นการใช้ดุลพินิจชอบด้วยกฎหมายแล้ว โดยที่ตามข้อ 132 ของข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 กำหนดว่า ในกรณีที่คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา หรือข้อตกลงได้และจะต้องมีการปรับตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจำนวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้างให้หน่วยงานเสนอผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จำเป็น เมื่อปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเวลา 185 วัน วันละ 20,367 บาท เป็นเงิน 3,767,895 บาท โดยผู้ฟ้องคดีเพียงแต่มีหนังสือขอผ่อนปรนการบอกเลิกและยืนยันว่าเมื่อน้ำ ท่วม ที่บริเวณก่อสร้างลดลงแล้วจะทำการก่อสร้างต่อไปให้แล้วเสร็จ แต่ไม่ได้ยินยอมเสียค่าปรับดังกล่าวให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น อันจะทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สามารถผ่อนปรน การบอกเลิกสัญญาได้ตามข้อ 132 ของข้อบัญญัติข้างต้น หนังสือของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวจึงมิใช่หนังสือขอผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาแต่ อย่างใด ดังนั้น เมื่อค่าปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักจากเงินค่าจ้างจะเกินร้อยละ 10 ของวงเงินที่จ้าง คือ 407,326 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องบอกเลิกสัญญา เมื่อไม่มีการยกเลิกสัญญาจึงเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติฝ่าฝืนข้อบัญญัติข้างต้นเสียเอง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปรับผู้ฟ้องคดีเป็นเงิน 3,767,895 บาท ซึ่งเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างที่ควรจะปรับได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีได้เพียงเงินจำนวน 407,326 บาท และต้องชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือจากการหักค่าปรับให้แก่ ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 3,665,934 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2547 ซึ่งเป็น วันสุดท้ายของการครบกำหนดเบิกจ่ายเงินเหลื่อมปี เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ได้ชำระหนี้และ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามมาตรา 204 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และต้องชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดอีกร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,665,934 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2547 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ชำระแล้วเสร็จให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


2. คดีหมายเลขแดงที่ อ.148/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.602/2551

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 (องค์การบริหารส่วนตำบลคลองชีล้อม) ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้าน ณ หมู่ที่ 1 ตำบลคลองชีล้อม อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยได้กำหนดค่าขุดเจาะบ่อบาดาลเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 6 นิ้ว ปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือความลึกไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำนวน 1 บ่อ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิที่จะสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทำงานพิเศษซึ่งไม่ได้แสดงไว้หรือรวมอยู่ใน เอกสารสัญญา หากงานพิเศษนั้นๆ อยู่ในขอบข่ายทั่วไปแห่งวัตถุประสงค์ของสัญญา ซึ่งตามข้อ 1 และข้อ 4 ของสัญญาจ้างดังกล่าว กำหนดว่า “ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและผู้รับจ้างตกลงรับจ้างเหมาทำการก่อสร้างระบบประปา หมู่บ้าน” และ “(สัญญาเป็นราคาเหมารวม) ผู้ว่าจ้างตกลงจ่ายและผู้รับจ้างตกลงรับค่าจ้างจำนวนเงิน 878,000 บาท โดยถือราคาเหมารวมเป็นเกณฑ์” จึงเห็นได้ว่าตามสัญญาดังกล่าวคู่สัญญา ทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้ผู้รับจ้างขุดเจาะบ่อบาดาลจำนวน 1 บ่อ ให้ได้ปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง คิดค่าจ้างในลักษณะเหมารวม ซึ่งหมายความว่า การจ้างรายพิพาทนี้ถือความสำเร็จของงานขุดเจาะบ่อบาดาลให้ได้ปริมาณน้ำ 5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง เป็นผลสำเร็จของงาน ส่วนความลึกของการขุดเจาะเป็นเพียงประมาณการไว้เท่านั้น หากผู้รับจ้างได้ทำการขุดเจาะบ่อบาดาลได้น้ำ 5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ถือว่าผู้รับจ้างได้ทำงานแล้วเสร็จตามที่กำหนดไว้แล้ว ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าจ้างให้แก่ผู้รับจ้างตามจำนวนที่ตกลงกัน ไว้ ส่วนการกำหนดรายละเอียดไว้ในประมาณการค่าก่อสร้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (หัวหน้าส่วนโยธาองค์การบริหารส่วนตำบลคลองชีล้อม) ทำขึ้นว่าค่าขุดเจาะบ่อบาดาล เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว ปริมาณน้ำไม่น้อยกว่า 5 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือความลึกไม่น้อยกว่า 150 เมตร จำนวน 1 บ่อ ราคาค่าวัสดุก่อสร้างต่อหน่วย 1,793 บาท เป็นเงิน 268,950 บาท เป็นเพียงรายการประมาณราคากลางเพื่อประกอบการพิจารณาราคาจ้างเท่านั้น ไม่ได้มีความหมายเป็นการแยกจ้างเป็นระยะความลึกตามการขุดเจาะแต่ประการใด เมื่อปรากฏต่อมาว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำงานที่รับจ้างแล้วเสร็จและคณะกรรมการตรวจ รับงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รายงานว่าผู้ฟ้องคดีได้ทำงานสมบูรณ์ครบถ้วนตามข้อกำหนดของสัญญาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างตามข้อตกลงไว้ในสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดี
สำหรับกรณีที่มีการบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม 2548 เพื่อเปลี่ยนแปลงรายละเอียดการขุดเจาะบ่อบาดาลจากความลึกที่ 150 เมตร มาเป็นความลึกที่ 56 เมตร และตัดลดค่างานลงไปเป็นจำนวนเงินรวม 191,174 บาท นั้น ปรากฏว่า ทั้งผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว กรณีจึงหาใช่เป็นการตัดทอนงานหรือเพิ่มงานตามความหมายในข้อ 14 วรรคสอง ของสัญญาจ้างพิพาท จึงไม่อาจใช้บังคับผูกพันคู่สัญญาได้ และการที่ผู้ฟ้องคดียอมรับเงินค่าจ้างบางส่วนไปแล้วไม่อาจถือได้ว่าผู้ฟ้อง คดียอมรับข้อตกลงตามบันทึกดังกล่าวโดยปริยายแต่อย่างใด และแม้ข้อ 13 ของสัญญาจ้างที่พิพาทจะได้กำหนดให้ผู้ควบคุมงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมหรือตัดทอนงานตามสัญญา และข้อ 14 จะกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิสั่งให้เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรูปแบบและข้อกำหนดต่างๆ ในสัญญาได้ แต่มิได้มีความหมาย ถึงขนาดว่าหากผู้รับจ้างทำงานแล้วเสร็จโดยมีภาระการทำงานน้อยกว่าที่คาดคะเน ไว้จะต้องลดเงินค่าจ้างลงแต่ประการใด การที่สัญญาทางปกครองมี ลักษณะพิเศษที่ให้อำนาจคู่สัญญาฝ่ายปกครองสามารถแก้ไขสัญญาได้แต่เพียงฝ่าย เดียวโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งด้วยนั้น การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานหลักความจำเป็นและความเป็นธรรมต่อคู่ สัญญาด้วย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า การพยายามแก้ไขสัญญาโดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มิได้เกิดขึ้นจาก ความจำเป็นแต่อย่างใด การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดยบันทึกข้อตกลงที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ทำขึ้น จึงไม่มีผลใช้บังคับต่อผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่มีอำนาจที่จะปรับลดเงินค่าจ้างจากผู้ฟ้องคดี และมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าจ้างที่ปรับลดลงไปจำนวน 168,542 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี
ส่วนประเด็นที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีล่าช้านั้น ขั้นตอนการทำหนังสือหารือจังหวัดตรังเป็นขั้นตอนการปฏิบัติภายในหน่วยงาน ด้วยกันเอง จึงนำเหตุผลดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามสัญญาต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็น คู่สัญญาไม่ได้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องชำระเงินค่าจ้างให้แก่ผู้ฟ้องคดีตั้งแต่วันที่คณะกรรมการตรวจการจ้าง ตรวจรับงาน คือ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2548 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2548 จึงเป็นการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดการชำระหนี้ดังกล่าว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


3. คดีหมายเลขแดงที่ อ.41/2554 คดีหมายเลขดำที่ อ.871/2548


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


4. คำสั่งที่ ร.389/2554 คำร้องที่ ร.1002/2553

                การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาพิพากษาคดีปกครองใหม่ในคดีหมายเลขแดงที่ 876/2553 ของศาลปกครองชั้นต้น โดยอ้างว่าคำพิพากษาดังกล่าวมิได้หยิบยกประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องตามข้อ ต่อสู้ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปด ตามมาตรา 69 วรรคหนึ่ง (6) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อันเป็นข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษา ที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม แม้จะเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนถึงกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกของศาลปกครองชั้นต้นในคดีดังกล่าวผู้ ถูกฟ้องคดีทั้งแปดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองชั้นต้นรอการพิจารณาคดีไว้ ชั่วคราวและทำความเห็นส่งไปยังศาลจังหวัดพิจิตร โดยอ้างว่าคำขอในคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกันกับคดีที่พนักงานอัยการจังหวัด พิจิตรยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดพิจิตรในความ ผิดฐานยักยอกทรัพย์ จึงต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นการยื่น คำร้องตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งงดการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกและให้รอการ พิจารณาคดีไว้ชั่วคราวพร้อมกับแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบ แล้วส่งความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลไปยังศาลจังหวัดพิจิตร และศาลจังหวัดพิจิตรได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลแจ้งต่อ ศาลปกครองชั้นต้น โดยมีความเห็นพ้องกันว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอัน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จะเห็นได้ว่าเป็นกระบวนการที่ศาลปกครองชั้นต้นได้ดำเนินการตามคำร้องของผู้ ถูกฟ้องคดีที่ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยครบถ้วนแล้วตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ผลทำให้คำสั่งของศาลเป็นที่สุด และมิให้ศาลที่อยู่ในลำดับสูงขึ้นไปยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นพิจารณาอีกตาม มาตรา 10 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ประกอบกับก่อนวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ศาลปกครองชั้นต้นได้ส่งหมายแจ้งกำหนดวันนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก (ใหม่) พร้อมกับส่งสำเนาความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลของศาลจังหวัด พิจิตรให้ผู้ถูกฟ้องคดีทราบโดยชอบแล้ว ศาลปกครองชั้นต้นจึงไม่จำต้องกำหนดประเด็นอำนาจฟ้องตามข้อต่อสู้ของผู้ถูก ฟ้องคดีไว้ในคำพิพากษาอีก คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นคดีหมายเลขแดงที่ 876/2553 จึงชอบด้วยมาตรา 69 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลปกครองฯ แล้ว กรณีจึงไม่ปรากฏข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่ มีความยุติธรรมที่เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองใหม่ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีไม่มีเหตุให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่ง ชี้ขาดคดีปกครองใหม่ กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาระยะเวลาการยื่นคำขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง ใหม่ตามมาตรา 75 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


5. คำสั่งที่ ร.382/2554 คำร้องที่ ร.645/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 (โรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีหน้าที่ให้การศึกษาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (ผู้อำนวยการโรงเรียนมัญจาศึกษา) เป็นข้าราชการครูซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศึกษา ด้วยเหตุนี้กิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นโครงการ จัดการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีหน้าที่ดำเนินการซึ่งถือ ว่าเป็นบริการสาธารณะประเภทหนึ่งให้บรรลุผล การปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนิน กิจการทางปกครอง ส่วนการจัดให้มีการจำหน่ายอาหารในโรงเรียนเป็นเพียงการดำเนินกิจการเสริม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและบุคลากรของโรงเรียนหรือบุคคลทั่วไปที่จะ ซื้ออาหารและเครื่องดื่มระหว่างการเรียนการสอน โดยมีวัตถุแห่งหนี้เพื่อให้เช่าพื้นที่จำหน่ายอาหาร ในโรงเรียนตามช่วงระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคและด้วยความสมัครใจ มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือเป็นสัญญาที่ให้เอกชน เข้าดำเนินการหรือเข้าร่วมดำเนินการบริการสาธารณะเกี่ยวกับการจัดการศึกษาใน โรงเรียนโดยตรง ดังนั้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาทางแพ่งมิใช่สัญญาทางปกครอง อย่างไรก็ตาม ในการจัดหา ผู้จำหน่ายอาหารในโรงเรียน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีประกาศให้ยื่นซองเสนอราคา จึงเป็นการประกาศให้เสนอราคาเพื่อให้เช่าพื้นที่จำหน่ายอาหารหรือเพื่อให้ ได้สิทธิประโยชน์ในการขายอาหาร ในโรงเรียน ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองได้คัดเลือกและประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกโดย สั่งรับคำเสนอเช่าของนาง ท. ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิเสธไม่รับคำเสนอเช่าหรือคำเสนอเพื่อสิทธิประโยชน์ ของผู้ฟ้องคดีด้วย จึงถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามที่กำหนดไว้ในข้อ 1 (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543) ออกตามความใน พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คำสั่งดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ฉะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับ ความเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำสั่งข้างต้น เมื่อผู้ฟ้องคดีอ้างว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออก คำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองภายในสิบห้า วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งข้างต้น ตามมาตรา 44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และได้ยื่นคำฟ้องต่อ ศาลปกครองภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดีตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


6. คำสั่งที่ ร.256/2554 คำร้องที่ ร.679/2553

                ผู้ถูก ฟ้องคดีจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ ตามสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) ซึ่งมีลักษณะที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองที่มีภารกิจในการให้ บริการทางการศึกษาซึ่งก็คือการให้บริการสาธารณะสัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญา ที่ให้ผู้ฟ้องคดีเข้าร่วมดำเนินงานจัดทำบริการสาธารณะ จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง เมื่อสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) ข้อ 2 ได้กำหนดให้ระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2551 ระยะเวลา 6 เดือน ถือเป็นระยะเวลาทดลองปฏิบัติงานตามสัญญา ซึ่งเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีสมควรที่จะทดลองปฏิบัติงานต่อไปอีกจนถึงวันสิ้นสุดสัญญาจ้างคือ วันที่ 30 กันยายน 2552 โดยคณะกรรมการประเมินผลการทดลองปฏิบัติงานได้ดำเนินการประเมินผลการทดลอง ปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดี ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 และมีความเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่การงาน สมควรให้ออกจากงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2552 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลาการจ้าง หลังจากนั้นอธิการบดีของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนผู้ถูกฟ้อง คดีพิจารณาแล้วเห็นว่า สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน 2552 จึงให้พ้นจากงานโดยไม่จ้างต่อ จึงเป็นกรณีที่สัญญาจ้างทำงานระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดี ตามสัญญาการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมหิดล (จากเงินอุดหนุน) สิ้นสุดลง และผู้ถูกฟ้องคดีไม่ต้องการที่จะต่อสัญญาจ้างกับ ผู้ฟ้องคดี ซึ่งการที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะต่อสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีอีกหรือไม่ เป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดี ที่จะต้องพิจารณาดำเนินการ ศาลไม่มีอำนาจที่จะบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีต่อสัญญาจ้างกับผู้ฟ้องคดีหรือมี คำสั่งให้ผู้ฟ้องคดียังคงสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตามคำสั่งของผู้ถูก ฟ้องคดี ที่ 2222/2551 ลงวันที่ 5 มิถุนายน 2551 ต่อไป หาได้ไม่ ทั้งนี้ ตามนัยมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีต้องปฏิบัติตามข้อ 7 ของสัญญาจ้าง ที่กำหนดให้คู่สัญญาจะต้องยึดถือและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ อย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อ 5 ของระเบียบมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยพนักงานมหาวิทยาลัยจากเงินอุดหนุน พ.ศ. 2543 ได้กำหนดให้พนักงานมหาวิทยาลัยจากเงินอุดหนุนเกษียณอายุเมื่อครบ 60 ปีบริบูรณ์ ฉะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงสามารถทำงานต่อไปจนถึงอายุ 60 ปีบริบูรณ์ นั้น เห็นว่า ตามข้อ 5 ของระเบียบดังกล่าว เป็นการกำหนดอายุของพนักงานมหาวิทยาลัยว่าไม่สามารถทำงาน ในตำแหน่งดังกล่าวได้ต่อไป เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แล้ว เท่านั้น มิใช่ข้อกำหนดเกี่ยวกับอายุการปฏิบัติงานของพนักงานมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าผู้ฟ้องคดีสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่ระยะเวลาใดจน ถึงเวลาใด จึงต้องพิจารณาจากข้อกำหนดในสัญญาจ้างเป็นสำคัญ ส่วนหนังสือ ที่ ศธ 0517/ว.11302 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2552 นั้น หนังสือดังกล่าวเป็นเพียงหนังสือแจ้งสิทธิแก่ผู้ฟ้องคดีในการที่จะดำเนินการ ร้องทุกข์ต่อประธานคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่มีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีที่จะถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่อย่างใด


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


7. คำสั่งที่ ร.249/2554 คำร้องที่ ร.909/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 (ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ) ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีมีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2550 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (คณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ) มีมติไม่ต่อสัญญาจ้างดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเป็นคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อสัญญาที่พิพาทเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน และคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในฐานะคู่สัญญาได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน จนกระทั่งสัญญาสิ้นสุดลง กรณีจึงมิได้มีข้อพิพาทใดๆ เกี่ยวกับสัญญาดังกล่าว สำหรับกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า การมีมติไม่ต่อสัญญาให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ข้อ 3 ของสัญญาจ้างพนักงานสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2551 ที่ผู้ฟ้องคดีทำกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่า ตกลงจ้างผู้ฟ้องคดีเข้าปฏิบัติงาน มีกำหนด 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2550 และสิ้นสุดในวันที่ 31 สิงหาคม 2553 ประกอบกับข้อ 8 (1) ของสัญญาดังกล่าวกำหนดว่า สัญญานี้สิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดตามสัญญาจ้าง ดังนั้น อำนาจในการที่จะทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีให้ดำรงตำแหน่งใดๆ หรือไม่นั้น เป็นอำนาจดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 โดยความเห็นชอบของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ตามมาตรา 23 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ศาลจึงไม่อาจมีคำบังคับตามคำขอได้ตามมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนกรณีตามคำขอที่ขอให้สัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีลงวันที่ 31 มกราคม 2551 ตกเป็นโมฆะ นั้น เป็นคำขอที่สัญญาจ้างดังกล่าวสิ้นสุดลงไม่มีผลบังคับแต่อย่างใดแล้ว ประกอบกับข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีที่มีคำขอให้สัญญาจ้างข้อ 3 ตกเป็นโมฆะ โดยอ้างว่า มติที่ประชุมของคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไม่ได้ ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย อันเป็นการอ้างเหตุแห่งโมฆะกรรมที่มิได้เกิดจากสัญญา แต่เป็นมติของ ที่ประชุมฯ ที่ไม่ต่ออายุสัญญาจ้าง ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวจึงมิได้เกี่ยวข้องกับสัญญาแต่อย่างใด ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลไม่อาจมีคำบังคับได้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


8. คำสั่งที่ ร.240/2554 คำร้องที่ ร.569/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (องค์การบริหารส่วนตำบลดงบัง) ได้ทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจตำแหน่งผู้ช่วยครูผู้ดูแล เด็กอนุบาลและปฐมวัย มีกำหนดระยะเวลาเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 และสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2552 แต่เมื่อระยะเวลาตามสัญญาจ้างได้ครบกำหนดแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2552 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จึงไม่สามารถต่อสัญญาจ้างต่อไปได้ ซึ่งต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้มีคำสั่งลงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งพนักงานจ้างตามภารกิจ ผู้ฟ้องคดี จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่ง ของ ผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ 22 ธันวาคม 2552 และเพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดี เรื่อง รับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อสั่งจ้างและแต่งตั้งเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่ง ผู้ดูแลเด็กประจำศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดอรัญญิกาวาส หมู่ที่ 4 บ้านดงโทนลงวันที่ 12 มกราคม 2553 นั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาจ้างระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีได้สิ้นสุดลงตามระยะเวลา ที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว จึงเป็นการเลิกจ้างตามสัญญา ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีจะทำสัญญาจ้างผู้ฟ้องคดีต่อไปอีกหรือไม่เป็นอำนาจของผู้ ถูกฟ้องคดีที่จะต้องดำเนินการตามความเหมาะสมและเป็นดุลยพินิจของผู้ถูกฟ้อง คดี คำขอของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรณี ที่ศาลไม่สามารถออกคำบังคับได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ส่วนคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ให้เพิกถอนประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีลงวันที่ 12 มกราคม 2553 นั้น เห็นว่า การประกาศดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีในการคัดเลือก บุคคล เพื่อสั่งจ้างพนักงานจ้างตามภารกิจแทนผู้ฟ้องคดีซึ่งพ้นจากหน้าที่เนื่องจาก สัญญาจ้างสิ้นสุดลงตามระยะเวลาจ้าง ประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีอันจะทำให้ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากผลของประกาศดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดี ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


9. คำสั่งที่ ร.238/2554 คำร้องที่ ร.543/2553

                ผู้ฟ้อง คดีทั้งสิบได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ในโรงเรียนบางลี่วิทยา อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบเป็น ผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างร้านค้าย่อยภายในโรงอาหารของโรงเรียนบางลี่ วิทยาเพื่อแลกเปลี่ยนกับการได้สิทธิเป็นผู้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ต่อมา ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้อำนวยการโรงเรียนบางลี่วิทยา) ได้มีคำสั่งให้ยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ และให้ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งอุปกรณ์ออกจากร้านค้า จึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญา การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยาซึ่งเป็นโรงเรียนใน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นข้าราชการ ในสังกัดดังกล่าวจึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งกระทำการแทนรัฐตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อสัญญามีลักษณะเป็นการที่หน่วยงานปกครองยอมให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์จาก ทรัพย์สินของทางราชการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เด็กนักเรียนในการซื้ออาหารรับประทานในระหว่าง ศึกษาในสถานศึกษา ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์หลักในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา อีกทั้งเงื่อนไขตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายทำไว้ก็เป็นข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา ภายใต้หลักเสรีภาพในการทำสัญญา ความเสมอภาคและความสมัครใจของคู่สัญญา ซึ่งเป็นลักษณะของสัญญาทางแพ่ง มิใช่เอกสิทธิ์ของรัฐที่กำหนดขึ้นเพื่อให้วัตถุประสงค์ในการจัดทำบริการ สาธารณะด้านการศึกษาบรรลุผล ทั้งสัญญามิได้มีลักษณะเป็นสัญญาประเภทต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ จึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตาม มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบอุทธรณ์ว่า คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสิบสิ้นสุดการจำหน่ายอาหารและ เครื่องดื่ม รวมทั้งให้ขนย้ายอุปกรณ์ออกจากโรงอาหาร ของโรงเรียนบางลี่วิทยา เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ. 2539 จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ นั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดี แจ้งยกเลิกการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ เป็นการกระทำโดยอาศัยสัญญา การจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในโรงเรียนบางลี่วิทยา ซึ่งเป็นสัญญาทางแพ่งดังที่ได้วินิจฉัย ข้างต้น การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะคู่สัญญาตามสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลกระทบต่อ สถานภาพของสิทธิ หรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสิบ จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ดังนั้น จึงไม่ใช่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลปกครอง


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


10. คำสั่งที่ ร.229/2554 คำร้องที่ ร.934/2553

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (สหกรณ์การเกษตรอ่างเก็บน้ำห้วยแกง จำกัด) ได้กู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรไปจากผู้ฟ้องคดี ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาปุ๋ย ปีเพาะปลูก 2546/47 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมไปแล้วไม่ได้ชำระหนี้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามสัญญา กู้ยืมเงิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 3 (นาย ม.) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2552 ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้มีคำร้องฉบับลงวันที่ 24 มีนาคม 2553 ขอให้ ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนาง ส. ทายาทของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และนาง บ. ทายาทของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 8 (นาย ป.) เข้ามาแทนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นการยื่นคำขอให้ศาล มีหมายเรียกทายาทเข้ามาแทนที่ผู้ถูกฟ้องคดีผู้ถึงแก่ความตายภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แล้ว ศาลปกครองชั้นต้นชอบที่จะดำเนินการเพื่อให้ทายาทคู่กรณีผู้ถึงแก่ความตาย เข้ามาแทนที่ตาม คำขอของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะรายผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ด้วยเหตุคู่กรณีถึงแก่ความตายโดยมิได้ดำเนินการตามคำร้องขอของผู้ฟ้องคดี ก่อนนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งให้ยกคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น และให้ดำเนินการตามคำขอของ ผู้ฟ้องคดีแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


11. คำสั่งที่ ร.71/2554 คำร้องที่ ร.400/2553

                ผู้ฟ้อง คดี (จังหวัดราชบุรี) ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาซื้อขายเครื่องพ่นเคมี ระบบฝอยละอองละเอียด ยูแอลวี จำนวน 4 เครื่อง กับผู้ถูกฟ้องคดีเพื่อใช้ประโยชน์ในราชการของโรงพยาบาลบางแพแต่ผู้ถูกฟ้อง คดีไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามเวลาที่กำหนดในสัญญา จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าปรับนั้น เห็นว่า เมื่อผู้ฟ้องคดีเป็นราชการบริหารส่วนภูมิภาคและมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตามมาตรา 51 (1) และมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และโดยที่มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 บัญญัติให้กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพ อนามัย การป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน เมื่อการจัดซื้อเครื่องพ่นเคมีระบบฝอยละอองละเอียด ยูแอลวี ของผู้ฟ้องคดีตามสัญญาพิพาทในคดีนี้ เป็นการจัดซื้อเครื่องมือสำหรับพ่นสารเคมีเพื่อควบคุมและป้องกันโรคต่างๆ โดยการกำจัดแมลง สัตว์นำโรคและเชื้อโรคในมนุษย์ พืช สัตว์ และ ฆ่าเชื้อโรคในโรงพยาบาล อาคาร บ้านเรือน และ ที่พักอาศัย ดังนั้น เครื่องมือดังกล่าวจึงเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญหรือจำเป็นเพื่อใช้ ในการจัดทำบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขของโรงพยาบาลบางแพให้บรรลุผล สัญญาซื้อขายเครื่องมือดังกล่าว จึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีพิพาทตามสัญญาดังกล่าวจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน เมื่อผู้ฟ้องคดี ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาดังกล่าวแจ้งผู้ถูกฟ้องคดีในวันที่ 26 มกราคม 2552 วันดังกล่าว จึงเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อ ศาลปกครองในวันที่ 2 มีนาคม 2553 จึงเป็นการฟ้องคดีภายในระยะเวลาห้าปี นับแต่วันที่รู้หรือ ควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


12. คำสั่งที่ ร.65/2554 คำร้องที่ ร.123/2553

                ผู้ฟ้อง คดีทั้งห้าฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดี (ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี) มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดหาผลประโยชน์ในที่ราชพัสดุตามที่กรม ธนารักษ์ มอบหมาย แต่ละเลยต่อหน้าที่ไม่บอกเลิกสัญญาเช่ากับเทศบาลเมืองปทุมธานี กรณีเทศบาลเมืองปทุมธานีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการต่ออายุสัญญาเช่าช่วงจาก ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเกินกว่าอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด เห็นว่า การให้เช่าที่ราชพัสดุเป็นการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ และการให้เช่าที่ราชพัสดุที่ผู้เช่าใช้เป็นที่อยู่อาศัยในจังหวัดอื่น นอกกรุงเทพมหานคร เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมธนารักษ์ ตามข้อ 23 และข้อ 24 ของกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2545 และการกำหนดค่าเช่า ค่าธรรมเนียมการเช่าให้เป็นไปตามคำสั่งกรมธนารักษ์ ตามข้อ 4 วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2547 ดังนั้น การที่ ผู้ถูกฟ้องคดีให้เทศบาลเมืองปทุมธานีเช่าอาคารที่พิพาทจึงเป็นการใช้อำนาจ ตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดให้เช่าและบอกเลิกสัญญาเช่าอาคาร ที่ราชพัสดุที่พิพาทในคดีนี้ไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบและคำสั่งข้างต้น โดยปล่อยให้เทศบาลเมืองปทุมธานี เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการต่อสัญญาเช่าช่วงอาคารที่ราชพัสดุที่พิพาทไม่เป็น ไปตามเงื่อนไขและอัตรา ที่กระทรวงการคลังกำหนด ทำให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่การที่ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้ามีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกสัญญาเช่า อาคารที่พิพาทระหว่างธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานีกับเทศบาลเมืองปทุมธานี และให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าได้สิทธิการเช่าโดยตรงกับธนารักษ์พื้นที่ปทุมธานี นั้น กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่าและ นำที่ราชพัสดุไปจัดหาประโยชน์ตามอำนาจหน้าที่ให้เป็นดุลพินิจของอธิบดีที่จะ พิจารณา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือผู้เช่าหรือผู้ครอบครองสถานที่เช่าเป็นผู้ เช่าก็ได้ ตามข้อ 26 วรรคสอง ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2552 ดังนั้น คำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจึงเป็นคำขอที่ศาลกำหนดคำบังคับไม่ได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (2) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าจึงไม่ใช่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะมี สิทธิฟ้องคดีนี้ ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


13. คดีหมายเลขแดงที่ อ.342/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.822/2549

                ผู้ฟ้อง คดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาที่ ผู้ถูกฟ้องคดี (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกร) จ้างผู้ฟ้องคดีให้ทำการก่อสร้างพัฒนาระบบแปลงเกษตรกรรมระดับไร่นา จำนวน 2 สัญญา คือ สัญญาเลขที่ จ 24/2535 ลงวันที่ 30 กันยายน 2535 ก่อสร้างในพื้นที่หมายเลข 8 โครงการสูบน้ำห้วยโมง ตำบลโพนทอง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และสัญญาเลขที่ จ. 8/2536 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2536 ก่อสร้างในพื้นที่หมายเลข 7 โครงการสูบน้ำห้วยโมง ตำบล หนองปลาปาก อำเภอศรีเชียงใหม่ และตำบลน้ำโมง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย โดยสัญญาเลขที่ จ 24/2535 ได้กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานภายใน 210 วัน นับถัดจากวันที่ ส.ป.ก. มีหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน ซึ่ง ส.ป.ก. มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับจ้างเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2535 และอนุมัติให้ต่ออายุสัญญาออกไปอีก 56 วันเป็นสิ้นสุดวันที่ 6 กันยายน 2536 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2536 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2536 ผู้ถูกฟ้องคดีตรวจรับงานจ้างและหักเงินค่าปรับ ตามสัญญาจำนวน 1 วัน เป็นเงิน 11,670.32 บาท และผู้ฟ้องคดีได้ส่งมอบงานครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2536 แต่คณะกรรมการตรวจการจ้าง เห็นว่า งานบางรายการ ไม่เรียบร้อยจึงสั่งให้ผู้ฟ้องคดีแก้ไข ผู้ฟ้องคดีจึงได้แก้ไขตามคำสั่งดังกล่าวและส่งมอบงานเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537 ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีได้ขยายระยะเวลาการก่อสร้างให้ผู้ฟ้องคดีอีก 15 วัน เป็นสิ้นสุดวันที่ 21 กันยายน 2536 จึงเห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นฝ่ายกระทำผิดสัญญาต่อผู้ถูกฟ้องคดี ต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อ 16 ของสัญญาเลขที่ จ 24/2535
ส่วนสัญญาเลขที่ จ. 8/2536 ได้กำหนดให้ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานภายใน 300 วันนับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงานจาก ส.ป.ก. ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้รับหนังสือแจ้งให้เริ่มงานจาก ส.ป.ก. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2536 ผู้ฟ้องคดีจึงต้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 29 เมษายน 2537 หลังจากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีได้ขยายระยะเวลาการทำงานให้แก่ผู้ฟ้องคดี โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2539 แต่ผู้ฟ้องคดีกลับส่งมอบงานครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2539 เห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นฝ่ายกระทำผิดสัญญาต่อผู้ถูกฟ้องคดี ต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามข้อ 16 ของสัญญาเลขที่ จ. 8/2536
สำหรับการคิดคำนวณค่าปรับนั้น มีหลักอยู่ว่าเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนศาลมีอำนาจที่จะลดลงได้ดังบทบัญญัติใน มาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ ดังนั้น ตามสัญญาเลขที่ จ 24/2535 เมื่อได้คำนึงถึงวงเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงินเพียง 7,409,881.10 บาท และผลงานการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ซึ่งไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติการให้เป็น ไปตามสัญญาของผู้ฟ้องคดี แต่วงเงินค่าปรับที่ ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกบังคับให้ผู้ฟ้องคดีชำระมีถึง 1,913,932.48 บาท คิดเป็นร้อยละ 25 ของวงเงินค่าจ้าง ค่าปรับที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระจึงสูงเกินส่วน มีเหตุสมควรที่ศาลจะลดค่าปรับลงมาเหลือร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างตามสัญญา เงินค่าปรับที่เหมาะสมที่ ผู้ฟ้องคดีต้องชำระจึงควรเป็นเงินจำนวน 740,988.11 บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าปรับไว้เป็นเงินจำนวน 1,913,932.48 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องคืนค่าปรับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 1,172,944.37 บาท ส่วนการคิดค่าปรับตามสัญญาเลขที่ จ. 8/2536 นั้น เมื่อได้คำนึงถึงวงเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงินเพียง 10,639,470.79 บาท และผลงานการก่อสร้างของผู้ฟ้องคดีแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ของสัญญา ซึ่งไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับความเสียหายจากการไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามสัญญาของผู้ ฟ้องคดี แต่วงเงินค่าปรับที่ผู้ถูกฟ้องคดีเรียกบังคับให้ผู้ฟ้องคดีชำระมีถึง 7,925,652.12 บาท คิดเป็นร้อยละ 74 ของวงเงินค่าจ้าง ค่าปรับที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีชำระจึงสูงเกินส่วน มีเหตุสมควรที่ศาลจะลดค่าปรับลงมาเหลือร้อยละ 10 ของวงเงินค่าจ้างตามสัญญา เงินค่าปรับที่เหมาะสม ที่ผู้ฟ้องคดีต้องชำระจึงควรเป็นเงินจำนวน 1,063,947.07 บาท เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ชำระค่าปรับไว้เป็นจำนวน 7,925,652.12 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องคืนค่าปรับให้ผู้ฟ้องคดีเป็นเงินจำนวน 6,861,750.05 บาท


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


14. คดีหมายเลขแดงที่ อ.301/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.628/2550

                คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญาจ้างผู้ถูกฟ้องคดีกับพวกเป็นที่ปรึกษาเพื่อปฏิบัติงาน ตามโครงการสำรวจและออกแบบรายละเอียดระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียเขตควบคุม มลพิษเมืองพัทยา แต่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จ ตามสัญญาได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญา และแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีส่งมอบเครื่องใช้สำนักงานและยานพาหนะที่ผู้ฟ้องคดี จัดให้ผู้ถูกฟ้องคดีใช้ในงานที่ปรึกษาคืนให้แก่ผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธที่จะส่งมอบเครื่องใช้สำนักงานและยานพาหนะดังกล่าว คืนให้แก่ ผู้ฟ้องคดี จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนเครื่องใช้สำนักงานและยานพาหนะหรือชดใช้ราคาเป็น เงินแก่ผู้ฟ้องคดี เมื่อปรากฏว่า ข้อ 3.5 ของเงื่อนไขของสัญญา กำหนดว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายที่ผู้ว่าจ้างจัดให้ที่ปรึกษาใช้ หรือที่ที่ปรึกษาซื้อมาด้วยทุนทรัพย์ของผู้ว่าจ้าง หรือซึ่งผู้ว่าจ้างเป็นผู้จ่ายชดใช้คืนให้ ถือว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ว่าจ้างและต้องทำเครื่องหมายแสดงว่าเป็นของผู้ว่าจ้าง ที่ปรึกษาต้องใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสมตามระเบียบของทางราชการเพื่อกิจการที่ เกี่ยวกับการจ้างที่ปรึกษาเท่านั้น เมื่อทำงานเสร็จหรือมีการเลิกสัญญา ที่ปรึกษาต้องทำบัญชีแสดงรายการเครื่องมือ เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ทั้งหลายข้างต้นที่ยังคงเหลืออยู่และจัดการโยกย้ายไปเก็บ รักษาตามคำสั่งผู้ว่าจ้าง และต้องดูแลเครื่องมือ เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ดังกล่าวอย่างเหมาะสมตลอดเวลาที่ครอบครอง และต้องคืนเครื่องมือ เครื่องใช้ และวัสดุอุปกรณ์ให้ครบในสภาพดีตามความเหมาะสม แต่ไม่ต้องรับผิดชอบสำหรับความเสื่อมสภาพตามปกติ อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏอีกว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้เสนอราคาตามข้อเสนอด้าน ราคาเป็นเงิน 31,744,460 บาท โดยมีค่าใช้จ่ายสำนักงานและค่ายานพาหนะรวมอยู่ด้วย ซึ่ง ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมจึงได้ทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดี โดยในสัญญาดังกล่าวระบุว่า ผู้ว่าจ้างตกลงจ้างและที่ปรึกษาตกลงรับจ้างเพื่อปฏิบัติงานตามรายละเอียดที่ กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายสัญญาซึ่งประกอบด้วยเงื่อนไขของสัญญาและภาคผนวก ต่างๆ ดังนั้น เมื่อพิจารณาสัญญาพิพาทและข้อเท็จจริงต่างๆ แล้ว เห็นว่า สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับ ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นสัญญาจ้างให้ใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะด้านหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะของ ผู้ถูกฟ้องคดีกับพวกเพื่อดำเนินการสำรวจและออกแบบระบบระบายน้ำ ระบบรวบรวมน้ำเสีย และระบบบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษเมืองพัทยาตลอดจนเอกสารประกวดราคา เกี่ยวกับระบบต่างๆ ดังกล่าว โดยผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินการและให้ค่าตอบแทน ความรู้ของผู้ถูกฟ้องคดีกับพวกเป็นจำนวนเงินตามที่กำหนดในข้อสัญญา แต่การจะให้ได้มาซึ่งวัตถุแห่งสัญญาจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์สำนักงาน และยานพาหนะในการดำเนินการด้วย จึงจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ ซึ่งจำนวนเงินค่าตอบแทนความรู้และอุปกรณ์อื่นๆ จะประกอบด้วยสิ่งใดบ้างนั้น ย่อมเป็นไปตามที่ ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีตกลงกัน เมื่อปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีกับพวกได้เสนอราคาค่าตอบแทนความรู้ของบุคลากรและค่าดำเนินการ อื่นๆ รวมเป็นเงิน 31,744,460 บาท ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเหมาะสมจึงได้ตกลงทำสัญญากับผู้ถูกฟ้องคดี การดำเนินการของ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงต้องผูกพันตามข้อเสนอด้านราคาดังกล่าว และแม้ข้อเสนอด้านราคาดังกล่าว จะมิใช่ส่วนหนึ่งของสัญญา แต่การตีความสัญญาย่อมต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นสำคัญ ซึ่งข้อเสนอด้านราคาดังกล่าวเป็นเอกสารสำคัญและเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิด สัญญาและคู่สัญญาประสงค์จะผูกพัน ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีนำเงินที่ผู้ฟ้องคดีจ่ายให้ตามข้อเสนอด้านราคาของผู้ถูก ฟ้องคดีไปใช้และได้อะไรมาและยังคงเหลืออยู่เมื่อทำงานเสร็จหรือมีการเลิก สัญญาย่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีมีหน้าที่ต้องคืนตาม เงื่อนไขสัญญา ข้อ 3.5
ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า ทรัพย์สินพิพาทมิได้ทำเครื่องหมายแสดงว่าเป็นของผู้ฟ้องคดี จึงมิใช่ทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีตามเงื่อนไขสัญญาข้อ 3.5 นั้น ทรัพย์สินพิพาทจะได้จัดทำเครื่องหมายแสดงว่าเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือไม่ นั้น มิใช่สาระสำคัญเพราะหากข้อเท็จจริงอื่นๆ แสดงให้เห็นได้ว่าเป็นทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีก็ย่อมเป็นทรัพย์สินของ ผู้ฟ้องคดี ส่วนการที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ฟ้องคดีจ่ายค่าจ้างให้ผู้ถูกฟ้องคดีโดยการเหมาจ่ายเงินที่ผู้ถูกฟ้องคดี ได้รับจากผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีและ จะนำไปใช้จ่ายอย่างไรก็ได้ นั้น เห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีรับเงินจำนวนที่กำหนด ตามสัญญาแล้วจะไปดำเนินการอย่างไรก็ได้ให้งานสำเร็จ ย่อมขัดแย้งกับเงื่อนไขในสัญญา ข้อ 3.5 ซึ่งกำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีคืนทรัพย์สินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้จัดหาให้ผู้ถูก ฟ้องคดี เมื่อทำงานเสร็จหรือเลิกสัญญา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีมิได้เป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ และเสียค่าใช้จ่ายเองตามที่กล่าวอ้าง ข้ออ้างของผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่อาจรับฟังได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


15. คดีหมายเลขแดงที่ อ.233/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.609/2551

                ผู้ฟ้อง คดี (องค์การบริหารส่วนตำบลหนองขนาก) ฟ้องว่าได้ทำสัญญาว่าจ้างผู้ถูกฟ้องคดีให้ก่อสร้างขยายเขตท่อเมนประปาหมู่ บ้าน ชนิดท่อพีวีซี ความยาว 1,700 เมตร โดยมีค่าจ้างจำนวน 88,080 บาท ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ และคณะกรรมการตรวจการจ้างตรวจรับงานแล้วออกใบตรวจรับพัสดุ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2547 ว่าได้ตรวจรับมอบงานแล้วเห็นว่าถูกต้องครบถ้วนควรจ่ายเงินให้ ผู้ถูกฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงได้อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 88,080 บาท และผู้ถูกฟ้องคดีได้รับเงินดังกล่าวแล้ว ต่อมา ผู้ฟ้องคดีได้ตรวจพบว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้าง ไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโดยขาดอยู่อีก 472 เมตร จึงแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการแต่ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ยังทำไม่ครบตามสัญญา ผู้ฟ้องคดีจึงว่าจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ให้ดำเนินการก่อสร้างท่อเมนประปาที่ เหลือระยะทาง 472 เมตร ซึ่งผู้รับจ้างรายใหม่ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ผู้ฟ้องคดีได้อนุมัติจ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับจ้าง รายใหม่จำนวน 22,660 บาท จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินจำนวน 22,660 บาท พร้อมดอกเบี้ย นั้นเห็นว่า แม้คณะกรรมการตรวจการจ้างจะออกใบตรวจรับพัสดุ ว่าผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างตามสัญญาครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามบันทึกของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่ผู้ ฟ้องคดีแต่งตั้งว่า ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จเป็นระยะทาง 472 เมตร กรณีจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่าคณะกรรมการตรวจการจ้าง ไม่ดำเนินการตรวจรับงานให้ถูกต้องครบถ้วนหรือเป็นไปตามที่สัญญากำหนด จึงไม่อาจถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ส่งมอบงานครบถ้วนตามข้อ 48 (4) แห่งระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยพัสดุขององค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2538 ประกอบกับสัญญาก่อสร้างดังกล่าว มีค่าจ้างเป็นเงิน 88,080 บาท อันจะเห็นได้ว่ามีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของ ตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้ถูก ฟ้องคดีจะต้องดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา โดยผู้ฟ้องคดีมีหน้าที่จะชำระค่าจ้างเป็นค่าตอบแทน แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีก่อสร้างท่อเมนประปาเพียง 1,228 เมตร ทั้งที่สัญญาได้กำหนดไว้ 1,700 เมตร กรณีดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน อันจะมีผลให้ได้รับค่าจ้างตามสัญญา และเหตุดังกล่าวทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างในส่วนที่ผู้ถูกฟ้อง คดียังไม่ได้ดำเนินการตามสัญญาให้แล้วเสร็จคืนจากผู้ถูกฟ้องคดีได้ ซึ่งเมื่อผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินค่าจ้างก่อสร้างท่อเมนประปาที่เหลือให้แก่ ผู้รับจ้างรายใหม่ จำนวน 22,660 บาท ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีจึงมีหน้าที่ต้องคืนเงินอันเกิดจากการดำเนินการก่อสร้างไม่ครบ ถ้วน เป็นเงินจำนวน 22,660 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนกรณีที่ศาลปกครองชั้นต้น เห็นว่า ผู้ฟ้องคดีประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงมาเป็น ประโยชน์นั้น เห็นว่า ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดี ควรได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานที่ควบคุมหรือกำกับดูแลและควรรับผิดอย่างใด อย่างหนึ่งจากการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงนั้น ซึ่งต้องแยกส่วนจากความรับผิดอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้ครบถ้วนของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่อผู้ฟ้องคดี โดยหาใช่กรณีที่จะกล่าวอ้างเพื่อให้ผู้ถูกฟ้องคดีพ้นจากความรับผิดตามสัญญา นี้ไปได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


16. คดีหมายเลขแดงที่ อ.207/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.782/2548

                สัญญารับ ทุนระหว่างผู้ฟ้องคดี (สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข) กับผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 ข้อ 3 (ก) (1) มีผลทำให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้ทุนให้แก่ผู้ฟ้องคดีไม่ต่ำกว่า 2 เท่าของระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา หลังจากทำสัญญา ต่อมา ได้มีระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการรับสมัครบุคคลเพื่อรับทุนเข้าศึกษาหลักสูตรต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2541 ข้อ 17 (1) กำหนดให้ผู้รับทุนการศึกษาจะต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเท่ากับระยะเวลาที่ ใช้ในการศึกษาแต่ต้องไม่น้อยกว่า 4 ปี เมื่อหลักสูตรพยาบาลศาสตร์บัณฑิตที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้ารับทุนการศึกษาเป็นหลักสูตรอย่างเดียวกับหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ของ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการรับสมัครบุคคลเพื่อรับทุนเข้าศึกษาหลักสูตรต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2541 จึงเห็นได้ว่า สัญญาระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ข้อ 3 (ก) (1) ที่กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 2 เท่า ของเวลาที่ใช้ในการศึกษา และมีผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเป็นเวลาถึง 8 ปีนั้น เป็นข้อกำหนดที่ขัดหรือแย้งกับข้อ 17 ของระเบียบดังกล่าว เมื่อผู้ฟ้องคดีไม่ได้แก้ไขสัญญาจึงต้องถือเอาข้อ 17 ของระเบียบดังกล่าวเป็นข้อกำหนดของสัญญา และเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้เวลาในการศึกษาจำนวน 1,460 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเท่ากับระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษาหรือ ไม่น้อยกว่า 4 ปี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เข้าปฏิบัติราชการชดใช้ทุนจนได้รับอนุญาตให้ลาออกจากราชการรวมจำนวนทั้งสิ้น 754 วัน คงเหลือเวลาที่จะต้องปฏิบัติราชการชดใช้ทุนอีก 706 วัน จึงถือว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาและมีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามสัญญาที่กำหนด สำหรับเงินเบี้ยปรับนั้นถือเป็นเงินค่าทดแทนความเสียหายที่ได้กำหนดไว้ล่วง หน้าและที่กำหนดไว้สูงถึงสองเท่าก็เพื่อเป็นหลักประกันและป้องปรามมิให้ผู้ รับทุนกระทำผิดสัญญา เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญาทำให้ผู้ฟ้องคดีต้องสูญเสียงบ ประมาณค่าใช้จ่ายในการศึกษาและสูญเสียโอกาสที่จะได้มาซึ่งบุคลากรในการให้ บริการทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน นอกจากนั้นหากมีการลดเบี้ยปรับให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อาจส่งผลให้ ผู้ที่กำลังปฏิบัติราชการชดใช้ทุนอยู่จงใจกระทำผิดสัญญา แล้วมาฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ ลดเบี้ยปรับ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ดังนั้น จำนวนเบี้ยปรับ ตามสัญญาที่กำหนดไว้ 2 เท่า ไม่ได้เป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนตามมาตรา 383 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงมีหน้าที่ต้องร่วมกันชดใช้เงินแก่ผู้ฟ้องคดีจำนวน 88,686.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 87,041.10 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


17. คดีหมายเลขแดงที่ อ.177/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.403/2549

                ผู้ถูก ฟ้องคดีที่ 1 ผิดสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผิดสัญญาค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว กับผู้ฟ้องคดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชำระ เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีมีคำสั่งลงวันที่ 5 สิงหาคม 2540 อนุญาตให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ลาออกจากราชการก่อนชดใช้ทุนตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงผิดสัญญา วันดังกล่าวจึงเป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ แต่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2546 จึงเป็นการยื่นฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการฟ้องคดีประเภทนี้จากเดิมสิบปีนับ แต่วันผิดสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาเป็นหนึ่งปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้น ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลได้มีคำวินิจฉัยใน เรื่องดังกล่าวไว้ตามคำวินิจฉัยที่ 25/2545 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2545 และผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยของคณะ กรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาล ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาได้ ศาลปกครองชั้นต้นอาจใช้ดุลพินิจรับ คำฟ้องที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีไว้พิจารณาตามที่มาตรา 52 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ และข้อ 30 วรรคสอง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ที่กำหนดให้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่รับคำฟ้องคดีที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนด ระยะเวลาการฟ้องคดีแล้วไว้พิจารณาเป็นที่สุด ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงไม่อาจอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งดังกล่าว และศาลปกครองสูงสุดก็ไม่มีอำนาจทบทวนการใช้ดุลพินิจมีคำสั่งดังกล่าวของศาล ปกครองชั้นต้นได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


18. คดีหมายเลขแดงที่ อ.158/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.40/2549

                ผู้ฟ้อง คดี (สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ได้ทำสัญญากับผู้ฟ้องคดีรวม สี่ฉบับ (สัญญารับทุนเพื่อศึกษา สัญญาลาไปศึกษาหรือฝึกอบรมภายในประเทศและต่างประเทศ) มีสาระสำคัญว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรต่างๆ แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตกลงยินยอมเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติราชการ ณ หน่วยงานของผู้ฟ้องคดีตามการจัดสรรของผู้ฟ้องคดีตามสัญญาฉบับนั้นๆ หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประพฤติผิดสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ยินยอมรับผิดชดใช้เงินพร้อมเบี้ยปรับตามที่สัญญาฉบับนั้นๆ กำหนดให้แก่ผู้ฟ้องคดี ส่วนสัญญาค้ำประกัน ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ทำไว้กับผู้ฟ้องคดีเพื่อค้ำประกันความรับผิดตามสัญญาทั้งสี่ฉบับ มีลักษณะเป็นสัญญาอุปกรณ์ ของสัญญาทั้งสี่ฉบับดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญาค้ำประกันจึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ด้วย บทบัญญัติมาตรา 276 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไม่มีข้อความใดที่เป็นข้อห้ามมิให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นฝ่ายปกครองและเป็นคู่สัญญาทางปกครองนำคดีขึ้นสู่ศาลในกรณีที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายประพฤติผิดสัญญาแต่ประการใด
และเมื่อคดีนี้เป็นคดีพิพาทตามสัญญาทางปกครอง การบังคับตามสิทธิเรียกร้องจึงเกิดจากสัญญาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองจึงไม่อาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองให้ เป็นไปตามสัญญาทางปกครองดังกล่าวได้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประพฤติผิดสัญญา จึงเป็นกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และการยุติ ข้อโต้แย้งนั้น ผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้เงินแก่ผู้ ฟ้องคดี ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้ง ศาลปกครองฯ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน
ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำสัญญาไว้กับผู้ฟ้องคดีจำนวนสี่ฉบับ เป็นสัญญารับทุนเพื่อศึกษาวิชาประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้รับราชการ ชดใช้ตามสัญญาทั้งสี่ฉบับรวมเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะแรก ตั้งแต่สำเร็จการศึกษาตามสัญญาฉบับที่หนึ่ง หลักสูตรวิชาพยาบาลศาสตร์ ระยะที่สองเมื่อสำเร็จการศึกษาภายในประเทศ ในสาขาวิชาประสาทวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมหิดลตามสัญญาฉบับที่สองและฉบับที่สามแล้ว และระยะที่สาม เมื่อสำเร็จจากการศึกษา ณ ต่างประเทศ ในขั้นปริญญาโทและปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 1,530 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงรับราชการชดใช้ยังไม่ครบตามข้อผูกพันที่กำหนดไว้ในสัญญาทั้งสี่ฉบับ โดยที่หนี้การรับราชการชดใช้ตามสัญญาทั้งสี่ฉบับถึงกำหนดชำระไม่พร้อมกัน ดังนั้น หนี้ตามสัญญาฉบับใดถึงกำหนดชำระก่อนก็ให้หนี้ตามสัญญานั้นเป็นอันได้รับการ ชำระก่อน ตามมาตรา 328 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อสัญญาทั้งสี่ฉบับมีกำหนดเวลาชำระหนี้เรียงลำดับกันไปแต่ละฉบับจึงต้อง จัดสรรให้ชำระหนี้ตามสัญญาฉบับที่หนึ่งก่อน เมื่อหักเวลาที่ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องรับราชการชดใช้ในสัญญาฉบับที่หนึ่งออกแล้ว ยังเหลือเวลาราชการ 70 วัน และเมื่อนำเวลาที่รับราชการที่เหลือ 70 วัน ไปหักชดใช้ตามสัญญาฉบับที่สองและฉบับที่สาม จำนวน 1,960 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงยังเหลือระยะเวลาที่ต้องรับราชการชดใช้ตามสัญญาดังกล่าวอยู่อีก 1,890 วัน และฉบับที่สี่จำนวน 2,466 วัน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงตกเป็นผู้ประพฤติผิดสัญญาฉบับที่สอง ฉบับที่สาม และฉบับที่สี่ และต้องรับผิดตามที่กำหนดไว้ในสัญญาดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5 ต้องร่วมรับผิดกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ชดใช้เงินตามจำนวนที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามนัยมาตรา 680 มาตรา 683 และมาตรา 686 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


19. คดีหมายเลขแดงที่ อ.147/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.379/2549

                ผู้ฟ้อง คดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (จังหวัดนครศรีธรรมราช) ได้ว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีก่อสร้างถนนลาดยาง สายเขตสุขาภิบาลชะอวด – บ้านขอนหาด (ตอนที่ 4) พร้อมสะพาน คสล. จำนวน 1 แห่ง โดยสัญญากำหนดเริ่มทำงานภายในวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และเสร็จบริบูรณ์ภายในวันที่ 5 มีนาคม 2543 ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงาน 4 ครั้ง แล้วเสร็จ ล่าช้ากว่าวันที่กำหนดตามสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงหักค่าปรับ 3 ครั้ง คงเหลือเงินหลังหักค่าปรับที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเงิน ผู้ฟ้องคดีจึงของดเว้นค่าปรับ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ ผู้ฟ้องคดีจึงฟ้องเรียกเงินค่าปรับที่หักออกจากเงินค่าจ้าง เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ เมื่อผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานพ้นกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จตามสัญญา ถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีรู้ถึงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 หักค่าปรับจากค่าจ้างซึ่งเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2543 วันที่ 5 กันยายน 2543 และวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ตามลำดับ ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองในวันที่ 17 สิงหาคม 2544 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในห้าปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้อง คดีตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองฯ
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (กรมทางหลวงชนบท) หักเงินค่าจ้างของผู้ฟ้องคดี เป็นการใช้สิทธิปรับผู้รับจ้างที่ส่งมอบงานล่าช้า โดยผู้ว่าจ้างไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างตามข้อ 138 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ซึ่งให้สิทธิ แก่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ในการบอกเลิกสัญญาเมื่อเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าจ้าง แต่การจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1 ที่จะพิจารณาดำเนินการเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการและประโยชน์ส่วนรวม เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มิได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญากับผู้ฟ้องคดี สัญญาจ้างจึงมีผลบังคับต่อไปจนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือสัญญานั้นสิ้นสุด ลง สิทธิเรียกค่าปรับตามข้อสัญญาเนื่องจากการทำงานล่าช้าไม่แล้วเสร็จตามกำหนด เวลาในสัญญาจึงยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญา ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองจึงมีสิทธิหักค่าปรับจากผู้ฟ้องคดี เนื่องจากการส่งมอบงานล่าช้าได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การทำงานล่าช้าเป็นพฤติการณ์ที่เกิดจากความผิดของผู้รับจ้าง ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างเหตุสุดวิสัยมาเพื่อเป็นเหตุของดหรือลดค่าปรับจาก ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่ขยายเวลาการดำเนินงานตามสัญญาให้ผู้ฟ้องคดีจึงชอบตามข้อ 139 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ผู้ฟ้องคดีส่งมอบงานล่าช้ากว่ากำหนดถึง 1 ปี 4 วัน และข้อสัญญากำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้สิทธิหักค่าปรับวันละ 4,350 บาท เป็นเงินค่าปรับจำนวน 1,696,500 บาท ซึ่งเกินร้อยละสิบของค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้างที่มีวงเงิน 4,350,000 บาท ขัดต่อข้อ 138 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 จึงเป็นค่าปรับที่ไม่ชอบ แม้ผู้ฟ้องคดีมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นขอเพิ่มเงินที่จะ ต้องได้รับคืน ศาลปกครองสูงสุด ก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


20. คดีหมายเลขแดงที่ อ.144/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.265/2549

                ระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 มีสถานะกฎเกณฑ์ของฝ่ายปกครองที่มุ่งให้การจัดซื้อและจัดจ้างในภาครัฐมีความ เป็นเอกภาพ ในการดำเนินการเปิดเผย โปร่งใส และเป็นธรรมแก่เอกชนอย่างเท่าเทียมกัน ผู้ถูกฟ้องคดี (กองทัพเรือ) ในฐานะหน่วยงานทางปกครองจึงมีหน้าที่ต้องผูกพันต่อระเบียบดังกล่าวอย่าง เคร่งครัด แต่สามารถใช้ดุลพินิจในบางกรณีได้เฉพาะในกรอบที่ระเบียบกำหนดไว้เท่านั้น โดยที่ข้อ 134 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบดังกล่าว กำหนดให้การจ้าง ซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อมกันให้กำหนดค่าปรับเป็นรายวันเป็น จำนวนเงินตายตัวในอัตราร้อยละ 0.01 – 0.10 ของราคางานจ้าง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดให้ผู้ฟ้องคดีทำสัญญาทางปกครองซึ่ง เป็นการจัดทำสัญญาที่เกี่ยวกับการพัสดุ โดยกำหนดในสัญญาข้อ 17 ให้ผู้ฟ้องคดีต้องชำระค่าปรับแก่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นอัตราร้อยละ 0.40 ของราคางานจ้าง จึงไม่ชอบด้วยข้อ 134 วรรคหนึ่งของระเบียบดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีมิได้แก้ไขสัญญาภายหลังผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอ กรณีจึงต้องนำข้อ 134 วรรคหนึ่งของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 มาใช้บังคับแทนข้อ 17 ของสัญญาผู้ถูกฟ้องคดีมีสิทธิปรับผู้ฟ้องคดีเพียงร้อยละ 0.10 ของงานจ้าง


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


21. คดีหมายเลขแดงที่ อ.140/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.97/2549

                ผู้ฟ้อง คดีได้ทำสัญญาการศึกษากับผู้ถูกฟ้องคดี (กองทัพเรือ) เมื่อพิจารณาถึงข้อกำหนดในสัญญาศึกษาหลักสูตรนักบินตามโครงการจัดหา บ.P – 3 ประเทศสหรัฐอเมริกา และสัญญาศึกษาหลักสูตร AIR SUPPORT CONTROL OFFICER ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามข้อ 4 แล้ว จะเห็นได้ว่าวัตถุแห่งสัญญานี้ คือ การที่ผู้ฟ้องคดีจะต้องกลับมารับราชการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยเริ่มนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตั้งแต่วันที่มาปฏิบัติหน้าที่หลังจาก การศึกษา แต่หากเป็นกรณีที่ ผู้ฟ้องคดียังคงรับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาฉบับอื่นไม่ครบกำหนดตามสัญญาแล้ว การเริ่มต้นนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามสัญญานี้ก็ให้นับต่อจากวันที่ ครบกำหนดตามสัญญาฉบับนั้นๆ เป็นต้นไป โดยมิให้นับเวลาที่ผู้ฟ้องคดีไปศึกษา ในต่างประเทศเป็นเวลารับราชการชดใช้ทุน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า หลังจากที่ ผู้ฟ้องคดีจบการศึกษาหลักสูตรนักบินตามโครงการจัดหา บ.P – 3 ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลับมาปฏิบัติหน้าที่ 1 พฤษภาคม 2538 ผู้ฟ้องคดียังรับราชการชดใช้ทุน ตามสัญญาฉบับอื่น (สัญญาของผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายเรือ) ไม่ครบกำหนด ตามสัญญา และขณะที่ผู้ฟ้องคดีไปศึกษาตามหลักสูตร AIR SUPPORT CONTROL OFFICER ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 และเดินทางกลับมาปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2541 ผู้ฟ้องคดียังรับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาศึกษาหลักสูตรนักบินตามโครงการจัดหา บ.P – 3 ไม่ครบกำหนดตามสัญญา ดังนั้น การเริ่มต้นนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาดังกล่าว จึงต้องเริ่มนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนต่อจากวันครบกำหนดตามสัญญาของผู้ สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายเรือเป็นต้นไป โดยมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปศึกษา ในต่างประเทศ เป็นระยะเวลารับราชการชดใช้ทุน และการเริ่มนับระยะเวลา รับราชการชดใช้ทุนตามสัญญา AIR SUPPORT CONTROL OFFICER ต้องเริ่มนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนต่อจากวันครบกำหนดตามสัญญาการศึกษา หลักสูตรนักบินตามโครงการจัดหา บ.P – 3 เป็นต้นไป โดยมิให้นับเวลาที่ไปศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลารับราชการชดใช้ทุน ประกอบกับข้อกำหนดเกี่ยวกับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามข้อ 4 ของสัญญาดังกล่าว ไม่ขัดหรือแย้งกับข้อบังคับกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการศึกษาในต่างประเทศ พ.ศ. 2527 แต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีนับระยะเวลารับราชการชดใช้ทุนตามสัญญาทั้งสองฉบับต่อจาก วันที่ครบกำหนดตามสัญญาของผู้สมัครเข้าเป็นนักเรียนนายเรือและเรียกให้ผู้ ฟ้องคดีชดใช้ค่าปรับเป็นไปตามข้อสัญญาและข้อกฎหมายแล้ว


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


22. คดีหมายเลขแดงที่ อ.131/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.1085/2552

                ในการ อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ฯ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ข้อ 101 วรรคสอง กำหนดว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นคำอุทธรณ์นั้น ผู้อุทธรณ์จะต้องกล่าวโดยชัดแจ้ง ในคำอุทธรณ์ และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลปกครองชั้นต้น แต่ถ้าปัญหาข้อใดเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือ ปัญหาเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ผู้อุทธรณ์จะยกปัญหานั้นขึ้นกล่าวในคำอุทธรณ์หรือในชั้นอุทธรณ์ก็ได้ ซึ่งในส่วนของดอกเบี้ยผิดนัดที่ผู้ฟ้องคดี (สำนักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา) เห็นว่าศาลปกครองชั้นต้นมิได้พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระนั้น (เงินทุนของรัฐบาลพร้อมเบี้ยปรับจำนวนสองเท่า) ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้ยกขึ้นว่ากล่าวไว้ในคำฟ้องหรือคำขอในชั้นพิจารณา พิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และกรณีนี้ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเกี่ยวกับประโยชน์ สาธารณะ คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยข้อ 101 วรรคสอง แห่งระเบียบดังกล่าว และเป็นกรณีที่ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามข้อ 108 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบเดียวกัน


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


23. คดีหมายเลขแดงที่ อ.129/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.133/2549

                ผู้ฟ้อง คดีเป็นลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดี (กรมสรรพากร) ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ไปปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์เพื่อนำเจ้า หน้าที่ไปสัมมนาที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2543 แต่ผู้ฟ้องคดีไม่ไปปฏิบัติงานในวันดังกล่าว โดยอ้างเหตุว่าต้องไปรับสินค้าเพื่อนำมาขายเป็นรายได้เสริม จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในวันดังกล่าวได้ จึงเป็นกรณีที่ ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร พฤติการณ์จึงแสดงถึงการจงใจขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชา และละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควรตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ พ.ศ. 2537 อันเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอาศัยระเบียบดังกล่าวพิจารณาความผิดของลูกจ้าง ชั่วคราว แม้ในวันดังกล่าวผู้ถูกฟ้องคดีใช้รถยนต์ไม่ครบ ตามจำนวนที่เตรียมไว้ในวันดังกล่าว ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีเมื่อ ผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างของส่วนราชการมีหน้าที่ปฏิบัติราชการในวันดังกล่าว จงใจละทิ้งภาระหน้าที่ หากทางราชการจำเป็นต้องใช้รถยนต์ตามที่กำหนดไว้จะเกิดความเสียหายอย่างร้าย แรง การกระทำของผู้ฟ้องคดีจึงเข้าข่ายก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้าย แรงแล้ว การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ มีเหตุอันสมควร ผู้ถูกฟ้องคดีอาศัยเหตุดังกล่าวบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมและเป็นธรรมตามข้อ 6 ของหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0527.6/ว 31 ลงวันที่ 26 เมษายน 2542 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเรื่องการบริหารงานบุคคลลูกจ้างชั่วคราวแล้ว หาจำต้องอาศัยมาตรฐานการลงโทษ ตามระเบียบว่าด้วยลูกจ้างประจำแต่ประการใดไม่ การบอกเลิกจ้างผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างชั่วคราว จึงชอบด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการจ้างแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่มีภาระหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีอัน เกิดจากการบอกเลิกจ้าง ผู้ฟ้องคดี


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


24. คดีหมายเลขแดงที่ อ.108/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.918/2549

                สัญญารับ จ้างก่อสร้างอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างผู้ ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี (องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช) ข้อ 1.11.1 กำหนดว่า หากมิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ผู้รับจ้างจะต้องรับผิดชอบในการติดต่อการไฟฟ้าฯ เพื่อดำเนินการให้อาคารมีไฟฟ้าใช้ รวมถึงจัดหาและติดตั้งเสา มิเตอร์ ค่าตรวจสอบและอื่นๆ ค่าใช้จ่ายที่ต้องชำระให้การไฟฟ้าฯ ทั้งหมดเป็นภาระของผู้รับจ้าง ยกเว้นค่าใช้จ่ายที่ระบุว่า เป็นค่าขยายเขตเป็นภาระของผู้ว่าจ้าง ในค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าแรงงานที่เป็นค่า ใช้จ่ายระบบงานไฟฟ้าเหมารวม ซึ่งได้รวมอยู่ในราคาจ้างก่อสร้างแล้ว ซึ่งค่าขยายเขตไฟฟ้าเป็นค่าใช้จ่ายในการเพิ่มเติมปรับปรุงขยายระบบจำหน่าย ไฟฟ้าของ การไฟฟ้า ในการขยายขนาดสายไฟฟ้าเพื่อให้อาคารของผู้ถูกฟ้องคดีมีไฟฟ้าใช้เพียงพอ มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยขึ้นอยู่กับปริมาณความต้องการใช้กระแสไฟฟ้าของผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเกณฑ์ จึงได้กำหนดยกเว้นไว้ในตอนท้ายของข้อ 1.11.1 ดังกล่าว ดังนั้น ค่าขยายเขตไฟฟ้าจึงไม่ได้รวมอยู่ในประมาณราคาค่าก่อสร้างในหมวดงานระบบไฟฟ้า ตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวอ้าง ประกอบกับไม่มีข้อความใดในสัญญาจ้างดังกล่าวระบุว่าราคาจ้างเหมานี้ได้รวม ค่าขยายเขตไฟฟ้าไว้ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ฟ้องคดี ได้ทดรองจ่ายเงินค่าขยายเขตไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฯ แทนผู้ถูกฟ้องคดีตามหลักฐานใบเสร็จรับเงินของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคฉบับลงวัน ที่ 18 กันยายน 2546 แต่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธและไม่ยอมชำระเงินคืนผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิด คืนเงินค่าขยายเขตไฟฟ้าที่ผู้ฟ้องคดีได้ทดรองจ่ายแทนผู้ถูกฟ้องคดีคืนแก่ผู้ ฟ้องคดี พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวถึงวันฟ้องคดี ทั้งนี้ ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :


25. คดีหมายเลขแดงที่ อ.104/2553 คดีหมายเลขดำที่ อ.445/2547

                ผู้ฟ้อง คดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและสงวนสิทธิ์ในการเรียกร้องค่าปรับค่าเสียหายและ สิทธิอื่น ภายหลังจากครบกำหนดแล้วเสร็จของงานถึงหนึ่งปีเศษ แม้จะฟังได้ว่าเป็นการใช้สิทธิเลิกสัญญาจ้างตามข้อ 15 วรรคสอง ที่กำหนดว่า ในระหว่างที่ผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญาหากผู้จ้างเห็นว่า ผู้รับจ้างไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาต่อไปได้ผู้ว่าจ้างจะใช้สิทธิบอกเลิก สัญญาและถ้า ผู้ว่าจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องไปยังผู้รับจ้างเมื่อครบกำหนดแล้วเสร็จของงาน ขอให้ชำระค่าปรับแล้วผู้ว่าจ้างมีสิทธิจะปรับผู้รับจ้างจนถึงวันบอกเลิก สัญญาได้อีกด้วย แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้แจ้งข้อเรียกร้องไปยังผู้ถูกฟ้อง คดีที่ 1 เมื่อครบกำหนดแล้วเสร็จของงานขอให้ชำระค่าปรับแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองชำระค่าปรับถึงวัน บอกเลิกสัญญาได้ ประกอบกับตามข้อ 134 วรรคสาม ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 การกำหนดค่าปรับเป็นดุลพินิจของหัวหน้าส่วนราชการ โดยคำนึงถึงราคางานก่อสร้าง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการที่คู่สัญญาจะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามสัญญา เมื่อ การก่อสร้างรายการพิพาทดำเนินงานอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ สถาบันการเงินหลายแห่งถูกสั่งเลิกและยึดกิจการ เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่องจำนวนมาก และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ดำเนินการก่อสร้างงานไปแล้วร้อยละ 25 ของงานงวดที่ 2 โดยมิได้รับชำระค่าก่อสร้างในส่วนของงานงวดที่ 2 ที่ทำไปแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คงได้รับชำระค่าก่อสร้างงวดที่ 1 เป็นเงิน 223,000 บาท คงเหลือวงเงินค่าก่อสร้างที่ยังไม่เบิกจ่าย 892,015 บาท และผู้ฟ้องคดีรับว่าไม่ได้เสียหายจากการจ้างผู้รับจ้างรายใหม่ และมิได้เสียหายจากการล่าช้าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ประกอบกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้ทำงานไปแล้วบางส่วนของงานในงวดที่ 2 โดยไม่ได้ค่าจ้าง ซึ่งผู้ฟ้องคดีสามารถว่าจ้างผู้ประกอบการรายอื่นทำการก่อสร้างจนงานแล้ว เสร็จภายในวงเงินที่เหลือได้ จึงฟังได้ว่า การก่อสร้างล่าช้าไม่ได้เกิดขึ้นจากความจงใจของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจของชาติเป็นต้นเหตุ จึงมีเหตุสมควรลดจำนวนเบี้ยปรับเท่ากับค่าเสียหายของผู้ฟ้องคดีในฐานะผู้ว่า จ้างตาม มาตรา 383แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดเบี้ยปรับให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระแก่ผู้ฟ้องคดี


------------------------------------------------------------------------------
 

: คำพิพากษาฉบับเต็ม(.doc) : : คำพิพากษาฉบับเต็ม(.pdf) :