You are here

030 หัวข้อที่ 30 สอบสวนคดีเยาวชน

แผนที่ความรู้ Knowledge Map: 

Comments

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

 

ด้านกฎหมายนอกจาก ตาม พรบ.แล้ว ยังต้องมีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พรบ.อื่นที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

การสอบสวนเยาวชน ได้แก่การสอบสวนเยาวชน ในฐานะเป็นผู้เสียหายและพยาน และอีกอย่างคือฐานะ ผู้ต้องหา เป็นปัญหาสำหรับพนักงานสอบสวนใหม่เป็นอย่างมาก เพราะหลักการสอบสวนตาม พรบ.ศาลเยาวชนและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มีบุคคลที่เกี่ยวข้องและพันกัน ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย หลักการต้องดู พรบ.ดังกล่าวก่อน แล้วหากไม่มีก็ไปดู วิ อาญา ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เอาแค่เรื่อง ทนายและทีปรึกษา ก็สร้างความงุนงงแล้ว มีการพยายามตีความกัน ในทางที่เป็นไปได้ หากดูตามตัวบท บางที่เป็นการสุ่มเสียงมาก เพราะ พรบ.เขาให้ ทึปรึกษาเข้ามาร่วมสอบสวน ส่วนใหญ่ พนักงานสอบสวนเอาทนายเข้ามาสอบสวนสวนเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหา นับว่า ค่อนข้าง ไม่ตรงตามตัวบทมากนัก

อัยการผู้พิจารณาสำนวน ต้องรอบคอบ และคอยแนะพนักงานสอบสวนว่า ให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายหลักก่อน

บางที่เป็นความรุนแรงในครอบครัว ต้องดู พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงด้วย เพราะมีหลักการสอบสวนแยกไว้ต่างหาก พนักงานสอบสวนต้องไปดู พรบ. ไม่ได้ดูแค่ พรบ.ศาลหรือ ป.วิ อาญา

หลักการสำคัญของ พรบ.ศาล ฯ ยังแก้ไขหลักการเดิม จากเดิม กฎหมาย พรบ.จัดตั้งศาล ไม่ได้ร่างไว้ ว่า ให้นำ แขวง มาใช้ ปัจจุบัน หลักการนี้ ตาม พรบ.ศาลฯ มีการร่างไว้ ว่า หากไม่มีก็ให้นำ วิ แขวงมาใช้ โดยอนุโลม ดังนั้น ในคดี คุ้มครองเด็ก หากผู้กระทำเป็นผู้ใหญ่ กฎหมาย พรบ.คุ้มครองเด็ก ให้ ศาลเยาวชน และครอบครัว พิจารณาพิพากษา หลักการนี้ เป็นหลักการที่เอาผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ต้องหา มาขึ้นศาลเยาวชนซึ่งหากรับสารภาพต้องฟ้องวาจา หากปฏิเสธต้องผัดฟ้อง แต่ทำนองเดียวกัน ผู้กระทำผิดเป็นเด็กหรือเยาวชน ตาม พรบ.คุ้มครอง  จะนำหลักการแขวงมาใช้ไม่ได้ต่างจากผู้ใหญ่กระทำ  การดำเนินคดีกับเด็กที่กระทำผิดตาม พรบ.คุ้มครอง ก็ดำเนินการ เสมือนเด็กกระทำผิดคดีปกติ คือ ส่งเด็กไปตรวจสอบการจับ และส่งพินิจ  จะไปส่งแบบแขวงไม่ได้  อันนี้เป็นความสำคัญอย่างมาก^^^__^^^

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

การสอบสวนคดีเยาวชน^^^

หลักการทั่วไป อำนาจการสอบสวนเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นั่นหมายถึง ตำรวจ หากในปัจจุบัน การสอบสวนคดีบางคดีอยู่ที่สำนักคดีพิเศษ และฝ่ายปกครองด้วยในต่างจังหวัดในบางคดีสำหรับความผิดบาง พรบ.อันนี้ผู้สนใจต้องติดตาม

สำหรับการสอบสวนคดีเยาวชน หมายถึง การสอบสวนเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดคดีอาญาตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง พนักงานสอบสวนต้องเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเป็นอย่างดี มิใช่เพียงในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พื้น ๆ หากต้องนำ พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ฉบับปัจจุบันมาเป็นหลักในการทำงานสอบสวนคดีเยาวชน อันนี้ต้องขีดเส้นใต้

เพื่อนพนักงานสอบสวนหลายคน มีความรู้สึกว่า การทำการสอบสวนคดีเยาวชนเป็นการทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา และยากกว่าคดีแขวง ภารกิจของพนักงานสอบสวนมิใช่แบบเดิม หากต้องทำเพิ่มจากที่เคยปฏิบัติ ไม่ว่า กรณีมีการจับเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด ต้องส่งศาลเพื่อตรวจสอบการจับ ภายใน 24 ชั่วโมง การส่งมิใช่พาไปแล้วจบ หากต้องพิมพ์คำร้องการตรวจสอบการจับ ไปปรากฎตัวต่อศาลเพื่อให้ไต่สวนซักถามว่า การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเกิดความไม่ชอบ อันนี้คนจับต้องลำบากในการทำงานเป็นอย่างมาก นี่เป็นการพูดแค่ชั้นจับกุม

บางทีเป็นการจับหรือไม่จับก็ไม่รู้ เช่น มามอบตัวหรือมีหมาย หรือมามอบตัวก่อนมีหมายจับ อันนี้ต้องไปดูข้อบังคับศาลฎีกา และหนังสือหารือของอัยการว่า ควรเป็นข้อยุติอย่างไร  พนักงานสอบสวนบางท่านเผื่อเหนียว พาตัวเด็กไปศาลเพื่อขอมาตราการควบคุมตัวไปโน่น ที่เขาเรียกว่า มต.

บางรายจะสอบสวนปากคำก่อนส่งตรวจจับหรือไม่ บางรายขอสอบสวนก่อน บางรายดู พรบ.ศาลแล้ว บอกว่า ไม่ได้ แล้วจะเอาอย่างไร ส่งศาลแล้ว อำนาจตัวเด็กอยู่ที่ศาล พนักงานสอบสวนจะสอบสวนอย่างไร ส่วนใหญ่แล้วขอสอบสวนปากคำก่อน เพราะกฎหมายไม่ได้บอกว่า สอบสวนก่อนส่งผิดกฎหมายหรือไม่อย่างไร เรียกว่า ขอยอมเป็นฎีกา นับว่าเสี่ยงเช่นกัน  

ตอนส่งตัวเด็กไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับ และส่งต่อไปสถานพินิจ พนักงานสอบสวนพลาดไม่ได้ ต้องเป็นเวลาภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งวันพนักงานสอบสวนทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากขั้นตอนดังกล่าว นี่เป็นการพูดเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น หากมีการสอบสวนผู้เสียหาย พยานที่เป็นเด็ก พนักงานสอบสวนยังต้องดู ป.วิ.อาญาว่า ต้องปฏิบัติอย่างไรด้วย รวมทั้งเด็กเอง ซึ่งในการสอบสวนปากพยานเด็กหรือผู้ต้องหาเด็กยังลักลั่นว่า ในส่วนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ใช้ทนายหรือ ที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งต้องรอการตีความว่า แบบไหนชอบ ตาม ปวิ.อาญาพูดว่า ทนาย พรบ.ศาล ฯ บอกที่ปรึกษา พนักงานสอบสวนเห็นว่า อายุรอมร่อเกือบสิบแปดปี ก็หาทางออกเพื่อหายใจในการทำงาน

ส่วนขั้นตอนที่เรียกว่า สหวิชาชีพ เป็นหลักการใหม่ หลักการดีป้องกันการถูกวิพากวิจารณ์และข้อครหา แต่ค่อนข้างเป็นภารกิจของพนักงานสอบสวนเป็นอย่างมาก หากไม่ได้เกิดมาเป็นนักประสาน รับรอง การสอบสวนขั้นตอนที่ต้องใช้สหวิชาชีพ นับว่า สร้างปัญหากับพนักงานสอบสวนเช่นกัน

ก่อนออกมาเป็นสำนวนส่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนยังต้องปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า การรับแจ้งความลงประจำวัน การสอบสวนปากคำพยานอื่น ๆ การตรวจที่เกิดเหตุ การทำแผนที่ ถ่ายรูป พิมพ์มือ การเก็บรักษาของกลาง การส่งของกลางไปตรวจพิสูจน์ การแจ้งฝ่ายตรวจสอบสถานที่มาดูทีเกิดเหตุ การส่งผู้บาดเจ็บไปรักษาดูผลการตรวจทางนิติเวช การรอผลพินิจจากสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และอื่น ๆ อีกซึ่งพนักงานสอบสวนหลายท่านกำลังรอความชัดเจนอยู่ในหลักการทางปฏิบัติ

บนพื้นที่จำกัด และเวลาที่  KMCENTER เปิดให้ คงต้องรอระยะเวลาบ่งเพาะการทำงาน ซึ่งในที่นี้หมายถึงการสอบสวนคดีเยาวชนอีกระยะ เพื่อเป็นการทำงานบรรลุผลสำเร็จ การเรียนรู้ร่วมกันแบบตั้งใจในงานการสอบสวนคดีเยาวชน น่าจะผ่านอุปสรรคไปได้ ผมคนหนึ่งเชื่อเช่นนี้
 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

สรุปการสอบสวนเด็กผู้ต้องหาใช้ทนายหรือที่ปรึกษา ^^__^^

 

ในการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำเด็กหรือเยาวชน ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดจะต้องมีที่ปรึกษาของเด็กหรือเยาวชนร่วมอยู่ด้วยทุกครั้ง..... อันนี้เป็นบทบัญญัติตามมาตรา 75 วรรค 2  พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ พ.ศ.2553  ส่วนวรรคสาม ยังกำหนดให้บิดา มารดา ผู้ปกครองหรือผู้แทนองค์กร ซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยจะเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนดังกล่าวด้วยก็ได้

 

จะเห็นว่า เป็นบทบังคับตามกฎหมาย ดังนั้นจะให้ทนายมาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายย่อมไม่ได้

 

ส่วนมาตรา 120 เป็นการบัญญัติอีกเจตนารมณ์ว่า ในการพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว จำเลยจะมีทนายความแก้คดีแทนไม่ได้ แต่ให้มีที่ปรึกษา........

 

ดังนั้น บทเฉพาะกาล มาตรา  205  ย่อมไม่เกี่ยวกับ มาตรา 75 วรรคสองโดยตรง ย่อมบังคับได้ทันที คงพิจารณาปลดล๊อคเฉพาะมาตรา 121  เท่านั้น

 

สรุป การสอบสวนเด็กหรือเยาวชนที่เป็นผู้ต้องหา ต้องมีที่ปรึกษาร่วมอยู่ด้วย เท่านั้น

หลักการนี้ขอให้ไปดูหนังสือ ที่ อส ๐๐๐๗(ปผ)/ว.๑๓๖ ลงวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ เรื่องแนวทางปฏิบัติในการสอบสวนผู้ต้องหา ซึ่งเป็นเด็กหรือเยาวชนตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.๒๕๕๓ ประกอบด้วยครับ

 

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

กระบวนการก่อนฟ้อง : ศึกษากรณีการตรวจสอบการจับ

 

ในหมวด 6 ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา  มีกระบวนการหนึ่งก่อนการฟ้องคดี เช่น การจับกุมเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรา 66 มีข้อสังเกตุตามกฎหมายว่า การจับกุมหลักห้ามมิให้จับเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด เว้นแต่เด็กนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับหรือคำสั่งศาล

ส่วนการจับกุมเยาวชนให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

จะเห็นว่า กฎหมายได้บัญญัติเป็นลำดับขั้นตอนในหลักการจับกุมเด็กหรือเยาวชน ผู้ปฏิบัติหรือบังคับใช้กฎหมายคือผู้จับกุม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าพนักงานที่อำนาจหน้าที่ต้องประจักษ์ในตัวบทถึงอำนาจหน้าที่เพราะกฎหมายว่า หลักว่า คือห้ามจับก่อน แล้วค่อยพิจารณาตามลำดับ

หลักดังกล่าว คงจะห้ามเจ้าพนักงานผู้จับไม่ได้ หาก เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่า กระทำความผิด ได้กระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีหมายจับ หรือตามคำสั่งศาล ซึ่งความผิดซึ่งหน้าคงเป็นไปตามหลักแนวทางปฏิบัติได้ว่าไว้โดยเฉพาะ คำพิพากษาศาลฎีกา ปัญหาของการจับนับเนื่องได้ว่า เป็นกระบวนหนึ่งก่อนฟ้อง ซึ่ง พรบ.ดังกล่าว มิได้บัญญัติแต่เพียงนั้น หากแต่ว่า ยังได้ลงไปในรายละเอียดขั้นตอน การปฏิบัติอื่นอีกด้วย ไม่ว่า การพิจารณาออกหมายจับ(ม.67) การจำกัดสิทธิเสรีภาพ(68) การแจ้งการจับ การส่งตัว การปฏิบัติต่อเด็กที่ถูกจับ การแจ้งข้อกล่าวหา เป็นต้น

ขั้นต่อดังกล่าวไปแล้ว เมื่อพนักงานสอบสวนได้รับตัวเด็กหรือเยาวชนซึ่งถูกจับ ให้พนักงานสอบสวนนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุมทันที ทั้งนี้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่เด็กหรือเยาวชนไปถึ่งที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติที่นำตัวเด็กหรือเยาวชนผู้ถูกจับจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนมาศาลเข้ามาในกำหนดเวลายี่สิบสี่ชั่วโมง ...ตามมาตรา 72 อันนี้เป็นขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบกังวลอย่างมาก จากหลักเดิมจะต้องสอบสวนเด็กก่อน ทั้ง ๆ ที่ควรนำมาศาลทันที่จับกุม ส่วนภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหลักรอง ดังนั้น กระบวนการที่เคยปฏิบัติคือ การสอบสวนปากคำ ดังกล่าว เห็นว่า หลักการจับเป็นบทตัดอำนาจไปทั้งหมด การสอบสวนปากคำเป็นเพียงชั้นตอนต่อไปเท่านั้น ให้ส่งศาลทันที่จับกุมก่อน จึ่งเป็นบทที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนเร่งทำความเข้าใจในกฎหมายอย่างถ่องแท้ จริงไม่จริงไม่รู้ แต่กฎหมายกำหนดไว้อย่างนี้

เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางปฏิบัติหรือวัฒนธรรมองค์กร เรียกว่า ค่อนข้างขัดใจอย่างมาก

เพราะ เมื่อปรากฎผู้ต้องหาอยู่ต่อหน้า ไม่ให้สอบสวนแล้วไง นั่นเป็นหลักเดิม

หากหลักการใหม่ ต้องส่งเด็กไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับ ขั้นตอนนี้อาจเปลี่ยนหลักการไปบ้างเรียกว่า แทรกแซงก็ได้ หรือคุ้มครองก็ได้ หากพนักงานสอบสวนปฏิบัติตามลำดับตามขั้นตอนของกฎหมายที่กำหนด กล่าวคือ เมื่อเจ้าหน้าที่จับกุมเด็กหรือเยาวชนได้ ส่งตัวมา พนักงานสอบสวน ทำการพิมพ์คำร้องเพื่อตรวจสอบการจับเลยและส่งตัว เพื่อศาลดำเนินกระบวนการตามกฎหมายกำหนดไว้เลย ทางออก ถือว่า คุ้มครองเจ้าหน้าที่มากกว่า คุ้มครองเด็กหรือเยาวชน เสียอีก เพราะหากพิจารณา การนำเด็กเอาไว้สอบสวนปากคำจริงอยู่เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน หากช่วงนี้พนักงานสอบสวน ไปทำการสอบสวนผู้เสียหาย พยาน ตรวจสถานที่เกิด ส่งของกลางตรวจพิสูจน์ไปพลางขณะรอส่งเด็กหรือเยาวชนไปศาลน่าเป็นทางปฏิบัติที่สามารถทำได้ทันที การสอบสวนปากคำเด็กเยาวชน ผู้กระทำผิดเป็นลำดับต่อไป หากเจ้าพนักงานผู้สอบสวนมุมมองเปลี่ยนไป การสอบสวนเด็กหรือเยาวชน โดยมีกระบวนการตรวจสอบการจับ น่าจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป และไม่เป็นการเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายด้วย โปรดพิจารณาดูกันให้ละเอียดแล้วจะเข้าใจหลักของกฎหมายในหัวข้อนี้

 

 

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

การสอบสวน:ศึกษากรณีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิด

 

ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 75 วรรคสอง ได้วางหลักกฎหมายไว้ว่า การแจ้งข้อหาและสอบปากคำผู้ต้องหา ซึ่งก็คือเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิด จะต้องมีที่ปรึกษาของเด็กหรือเยาวชนร่วมอยู่ด้วยทุกครั้ง พร้อมทั้งแจ้งด้วยว่าเด็กหรือเยาวชนมีสิทธิที่จะไม่ให้การหรือให้การก็ได้ และถ้อยคำของเด็กหรือเยาวชนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ......

 

จะเห็นว่า หลักการดังกล่าวดังที่เคยพูดไว้แล้ว ต้องมีที่ปรึกษากฎหมายของเด็กหรือเยาวชน มิใช่ของรัฐต้องเป็นของเด็กหรือเยาวชน พนักงานสอบสวนหรืออัยการ ต้องระมัดระวัง การบันทึกด้วยว่า เป็นที่ปรึกษาของเด็กหรือเยาวชน ......แม้รัฐจะจัดให้ก็ตาม

 

กรณีกฎหมายดูเหมือนไม่ได้บอกว่า ขณะที่สอบสวนเด็กหรือเยาวชน อายุพ้นเกิน 18 ปี จะดำเนินการอย่างไร เห็นว่า กฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะ เด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่า กระทำความผิด ดังนั้น แม้ขณะสอบสวนเด็กหรือเยาวชนเกิน  18 ปี ก็ต้องดำเนินการดังกล่าวต่อหน้าที่ปรึกษาด้วยเช่นกัน  ในเมื่อ มีกฏหมายเฉพาะแล้ว จึงไม่ควร ไปนำวิธีพิจารณาคดีอาญามาใช้ ฉันใดก็ฉันนั้น ครับ เพราะเทียบกับมาตราการการตรวจสอบการจับ ทางปฏิบัติเด็กกระทำผิดหนีไป ต่อมาถูกจับได้ตอนเป็นผู้ใหญ่ ต้องมีการตรวจสอบการจับด้วยเพราะพิจารณาตอนกระทำผิดเป็นเด็ก โปรดพิจารณาครับท่าน 

จารุวรรณ วงษ์อนุสาสน์'s picture

Access denied.

สำนักงานอัยการสูงสุดควรจัดให้มีการสัมมนาอัยการเยาวชนทั่วประเทศเพื่อวางแนวทางปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

เนื่องจาก สำนักงานอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัว ขึ้นกับ ภาค แต่ละจังหวัด และภาคก็มีแนวทางแปลความต่างกันกับมุมมองพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวใหม่ และสำนักงานอัยการคดีเยาวชนเองก็เช่นกัน

เห็นด้วยครับว่า ควรมีการสัมมนาอัยการเยาวชนทั่วประเทศ อาจเดินสาย หาตัวแทนแต่ละภาค มาถกกันก่อน รับฟังปัญหาก่อน ประชุม คณะทำงาน

ว่าแต่ว่า ผู้ใหญ่จะเอาอย่างไรดีครับ

สำหรับ เบื้องต้น ผมขอแนะนำ ดูเว๊ป ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง  แปลความ กฎหมาย ไปก่อนก็ได้ หากธงไม่คลาดเคลื่อนในการปฏิบัติตามกฎหมาย ก็นับว่า เป็นแนวทางทำงานเช่นกัน ครับ แต่เท่าที่ผมสำรวจดูแล้ว มุมมองการตีความกฎหมายของศาลเยาวชนกลาง ก็เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับของศาลฎีกา

 

คุณสมบัติของที่ปรึกษากฎหมายในชั้นสอบสวนตาม มาตรา ๗๕ จะต้องมีคุณสมบัติเดียวกับที่ปรึกษาในชั้นพิจารณา ตามมาตรา ๑๒๐,๑๒๑ หรือไม่

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ตามมาตรา 75 วรรคสอง ขออนุญาตเรียนว่า กฎหมายบัญญัติเฉพาะ...ที่ปรึกษากฎหมายของ....เท่่านั้น มิได้ระบุไว้เช่นเดียวกับมาตรา  121 ชั้นศาล เห็นว่า  ไม่จำเป็น เพราะกฎหมายกำหนดไว้เพียงแค่ที่ปรึกษา แต่

ความเป็นจริงทางปฏิบัติ ที่ปรึกษากฎหมาย ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ได้ทำบัญชี ทำการอบรม และขึ้นชื่อไว้เรียบร้อยแล้ว ที่ปรึกษากฎหมาย ที่ไม่ผ่านการอบรม คงไม่มีปัญหาอีกต่อไปในการตีความ อย่างไรก็ดี มีแนวความคิดของท่านผู้รู้อีกแนว ท่านมองในส่วนของที่ปรึกษา ตามมาตรา 75 วรรคสองว่า  เป็นคำกว้าง ๆ ใครก็ได้ที่เป็นที่ปรึกษาแม้กระทั่งทนายความก็เป็นได้  เป็นคำที่ไม่ต้องการคุณสมบัติเช่นเดียวกันกับมาตรา 121  แนวทางนี้ หากมองแบบอิสระก็นับว่า ค่อนข้างไม่ปลอดภัย เพราะไม่ตรงตามตัวบท ฉันใดก็ฉันนั้นครับ 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ผมนับวันผิดครับ

 

ตามมาตรา 78  พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 พูดเกี่ยวกับเรื่องที่เด็กหรือเยาวชนถูกจับ หรือปรากฎตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนรีบดำเนินการสอบสวน และส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนให้ทันภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับหรือปรากฎตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวนแล้วแต่กรณี

 

แสดงว่า กฎหมายใหันับวันที่....จะเวลาไหนก็แล้วแต่ พิจารณาได้สองกรณี

กรณีแรก วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุมและกรณีทีสองเป็นกรณีวันที่ปรากฎตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน เวลาคิดเป็นคนๆ ไป เด็กคนไหนก็คนนั้น มิใช่คิดกันเป็นคดี

 

อุทาหรณ์ มีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่คนจับไปจับกุมเด็กกระทำผิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2556 เวลา 23.00 น. ส่งบันทึกพร้อมตัวเด็ก  กว่าลงประจำวันเสร็จก็เป็นอีกวันคือ วันที่ 23  พฤษภาคม 2556 เวลา 01.11  น. มีเจ้าพนักงานมีหน้าที่สอบสวนนายหนึ่ง(ใหม่)  ต่อมาคดีมีการส่งตรวจจับและส่งพินิจกันตามปกติ  วันเวลาผ่านไปต่อมาเจ้าพนักงานมีหน้าที่สอบสวน(ใหม่)คนเดิม ได้เดินทางไปศาลเยาวชน ในวันที่ 21 มิถุนายน 2556  เพื่อขอผัดฟ้อง  ยื่นคำร้องไปโดยอ้างว่า การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นต้องสอบสวนพยานและรอผลการพิมพ์มือ เป็นคดีลักทรัพย์ กะว่า ได้สักสองผัด ตามวรรคสองของมาตรา 78

ปรากฏว่า ศาลยกคำร้องขอผัดฟ้อง เพราะว่า ยื่นคำร้องขอเกินกำหนดสามสิบวัน....

เหตุผล เพราะไม่ได้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เด็กถูกจับคือวันที่ 22 พฤษาคม 2556 แต่ไปยื่นนับแต่วันที่ลงประจำวัน

ดังนั้น คดีนี้ต้องยื่นคำร้องขอผัดฟ้องในวันที 20 มิถุนายน 2556 มิใช่ วันที่ 21 มิถุนายน 2556 ครับผม

 

เจ้าพนักงานมีหน้าที่สอบสวนมาพบ เลยหาทางออกให้ว่า คดีนี้ยังอยู่ในเวลาอายุความตามกฎหมาย  หากสอบสวนและมีความเห็นเสร็จสิ้นแล้ว ให้พาตัวเด็กมาพบพนักงานอัยการพร้อมสำนวน และหน้าสำนวนก็ทำหน้าที่ส่งมาอีกฉบับ ว่า หัวหน้าได้พิจารณาทัณฑ์ในความบกพร่องในความหลงผิดด้วยแล้ว เพื่อขออนุญาตอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีนี้ หลังจากเข้าใจแล้ว พนักงานดังกล่าวเริ่มใจเย็น หน้าตาสดชื่นขึ้น ระหว่างคุยกันก็หาแนวทางให้ เป็นอุทาหรณ์ของอีกหลายคน อย่าว่าแต่เขาเลย เราเองก็อาจพลาดได้ เพียงแค่วันเดียว ....ผมผิดไปแล้วครับ โปรดรอการลงโทษด้วย

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

การเปรียบเทียบปรับเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิดกฎหมายอาญากับมาตรการเสริม

 

การพิจารณาอำนาจของพนักงานสอบสวนชั้นเปรียบเทียบปรับ มิใช่ปรับในชั้นศาล การเปรียบเทียบปรับอาจเป็นพนักงานสอบสวนอื่น มิใช่เฉพาะแต่ตำรวจแต่ฝ่ายเดียว หากต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ แต่ส่วนใหญ่เราจะคุ้นกันในส่วนของตำรวจ เช่น การฝ่าฝืน จราจร เป็นต้น

 

แม้กฤษฎีกา ได้มีการประชุมและอธิบายถึงการเปรียบเทียบปรับไว้แล้ว ฝ่ายผู้ปฏิบัติ หลายคนยังคง สับสน อย่างมากว่า จะจับเด็ก หรือเยาวชนมาเปรียบเทียบกันดีหรือไม่  อย่างไร  ดังนั้น เรามาลองดูตัวบทตามกฎหมายหลัก คือ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว พศ.2553 ก่อน โดยไปที่ มาตรา 72 วรรคท้าย ว่าด้วยการตรวจสอบการจับ .....บทบัญญัตินี้มิให้นำไปใช้ในคดีที่พนักงานสอบสวนเห็นว่าคดีอาจเปรียบเทียบปรับได้ เป็นการเปิดปลายว่า คดีเปรียบเทียบได้ ไม่ต้องไปตรวจสอบการจับ เท่านั้น มิใช่ห้ามเปรียบเทียบเด็ก ก็เลยตีความกันยกใหญ่ จนร้อนถึงกฤษฎีกากันเลย

 

เปรียบเทียบปรับ กฤษฎีกา มองว่า เป็น โทษอย่างหนึ่ง ตามมาตรา 18 ป.อาญา ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องตีความ แต่ตีไปแล้วก็แล้วไป

และในมาตรา 73 บัญญัติเด็กอายุยังไม่เกินสิบปี ไม่ต้องรับโทษ มาตรา 74  เช่นกัน กล่าวว่า เด็กอายุกว่า 10 ปีแต่ยังไม่เกิน 15 ปี กระทำผิด ไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการดังต่อไปนี้...... กรณีแยกว่า

เด็กอายุไม่เกิน 10 ปี ไม่ต้องรับโทษ แต่ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ปัญหาว่า เด็ก 9 ปี ขับรถจักรยานยนต์ ไปตามถนน ตำรวจ เห็นจะจับ ปรับ ได้หรือไม่  อันนี้กฏหมายบัญญัติ อย่างเคร่งครัดว่า ไม่ต้องรับโทษ ตำรวจย่อมปรับไม่ได้ เพราะ ไม่ต้องรับโทษ จะปล่อยไปเฉยๆ หรืออย่างไร แล้วจับเด็กมาและยึดรถมาแล้ว  เป็นของกลางด้วย

 

 

เด็กอายุกว่า 10 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี มีความเห็นบอกว่า คดีเด็กกลุ่มนี้กระทำผิด ห้ามเปรียบเทียบ ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการ,.......ถือว่า ห้ามปรับเช่นกัน ไม่ว่าชั้นเปรียบเทียบ หรือศาล ก็ห้ามปรับ ดังนั้น ตำรวจต้องส่งให้ศาลดำเนินการตามมาตรา 74 หรือว่า จะใช้หลักการ ว่ากล่าวก็ได้

อันนี้ ในความเห็นเขาไม่บอกว่า ว่ากล่าวกันนั้น เอาหลักมาจากไหน  ก็ขอขยายเครื่องมือมาทำงานกันให้ชัดเจน จากห้องประชุมดังกล่าว จะพบว่า ตาม พรบ.เด็ก พ.ศ. 2546 เด็กที่กระทำผิดกฎหมายอาจเข้าข่ายใช้มาตรการตามกฎหมายดังกล่าวได้ ลองไปพิจารณาดูกัน เรียกว่า อาจหนักกว่า โทษปรับก็ได้ ว่าอย่างนั้นนะ เป็นการใช้อำนาจในชั้นพนักงานนี้แหละ ไม่ต้องไปศาล  อาจทำให้ พ่อแม่เด็ก เลิกให้เด็กขับไปรถเลยก็ได้

 

ในส่วนสุดท้าย กล่มเด็กกว่าสิบห้าปีแต่ไม่ต่ำกว่า18 ปี มาตรา 75  กลับกำหนดไปลงไปเลยให้อำนาจศาลพิจารณาเรื่องอื่นประกอบ ในความเห็นกฤษฎีกา กลับมองว่า เด็กกลุ่มนี้เปรียบเทียบปรับได้  เห็นว่า ไม่มีอะไรบอกว่า ห้ามให้เปรียบเทียบ หรือไม่ต้องรับโทษ ต้องอธิบายเพิ่มว่า เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดห้ามไม่ต้องรับโทษ ดังนั้น ชั้นเปรียบเทียบปรับ อาจมีได้กับเด็กกลุ่มนี้ แปลความว่า ทำได้

หากไล่กันเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ มาตรา 73 74 75 76 จะเห็นว่า บทบัญญัติจะไล่ไปตามขนาดอายุว่า จะสามารถดำเนินการอย่างไรได้กับเด็กที่กระทำผิดกฎหมาย เป็นการร่างกฎหมายแบบเนียนๆ ให้ไม่ต้องตีความกันแบบร่างสมัยใหม่ เช่น รธน.2550 เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายเฉพาะทางมีการแก้ไขกันที กฎหมายบริบทก็ขยับตามเป็นธรรมชาติของผู้ใช้กฎหมาย แบบว่า ไม่อยากเสี่ยงต่อความมั่นคงในอาชีพ

 

มาตราการเปรียบปรับในชั้น เจ้าพนักงาน การปรับในชั้นศาล ก็ดี เป็นมาตรการหนึ่งในการใช้บังคับกับเด็กที่กระทำผิด หากพนักงานมุ่งใช้มาตรการเดียว โดยไม่คำนึงมาตรการเสริมมา อาจทำให้เด็กกระทำผิดเป็นเด็กสุ่มเสียงต่อไปได้ และเป็นการส่งเสริมให้เด็กกระทำผิดแบบชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การใช้กฎหมายแบบครบถ้วนในการแก้ปัญหาเด็กกระทำผิด เห็นควรนำมาตรการเสริม ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546  มาใช้กันดู เพื่อเป็นการป้องกันสังคมอีกทาง ส่วนมุมมองการใช้ให้บูรณาการครบถ้วนหรือไม่ ต้องมาว่ากันอีกนะครับ 

 

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ฐานวิ่งราวทรัพย์กับลักทรัพย์อุกฉกรรจ์

 

ในความผิดสองฐานหลักดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา อยู่ในลักษณะ 12  ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์และยังอยู่ในหมวดเดียวกันคือ หมวด 1 ความผิดลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์ อันได้แก่

มาตรา 334 ฐาน ลักทรัพย์

มาตรา 335  335 ทวิ ฐานลักทรัพย์ในเหตุอุกฉกรรจ์

มาตรา 336 ฐาน วิ่งราวทรัพย์ และ

มาตรา 336  ทวิ อันเป็นเหตุอุกฉกรรจ์ของลักทรัพย์และวิ่งราวทรัพย์

แต่ทางปฏิบัติที่พนักงานเกี่ยวข้องที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่คงมีสองฐานกล่าวคือ

เมื่อผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าฐานวิ่งราวทรัพย์เหตุเกิดเวลากลางคืนแล้ว.หรือมีเหตุอุกฉกรรจ์อันอยู่อนุมาตราของฐานลักทรัพย์อันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์แล้ว ทำไมต้องตั้งข้อหาว่า ลักทรัพย์เวลากลางคืนหรือเหตุอุกฉกรรจ์ดังกล่าวด้วย ทั้ง ๆ ที่ อัตราโทษทั้งสองฐานขั้นสูงก็เท่ากัน คือ โทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

หากดูอย่างละเอียดแล้ว พบว่า ในฐานความผิดลักทรัพย์อุกฉกรรจ์จะมีระวางโทษขั้นต่ำไว้คือ ตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันถึงหนึ่งหมื่นบาท นี่แหละเป็นการระวางโทษขั้นต่ำที่ทำให้ต้องแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเหตุอุกฉกรรจ์ด้วย นี่คือคำตอบ ของสองฐานนี้ว่า หากวิ่งราวทรัพย์เกิดขึ้นในเวลากลางคืน หรือกรณีวิ่งราวทรัพย์แล้วไปเข้าในเหตุลักทรัพย์เหตุอุกฉกรรจ์แล้ว พนักงานต้องแจ้งข้อหาลักทรัพย์ในเหตุอุกฉกรรจ์ด้วย เพราะอัตราโทษขั้นต่ำบังคับไว้

ทางปฏิบัติในการร่างฟ้องก็ไม่ยากอะไร เพราะเป็นกรรมเดียวกัน เพียงแต่สั่งก็เขียนมาตราให้ครบ และฐานความผิดก็ระบุไปเลยสองฐาน ซึ่งไม่ทำให้ฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างไร

ปัญหาดังกล่าวเกิดมานานแล้ว เพื่อเป็นทางการทำงานและย้ำเตือนผู้ปฏิบัติไม่ให้ผิดพลาด หากสอบสวนซ้ำไปมาอาจเกิดความเสียหาย จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบครับ

 

ธัญญานุช อ่อนสุระทุม's picture

ทดสอบค่ะ

กรุณา แก้วประกอบ's picture

นิเทศและฝึกอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศการจัดการความรู้ (KMS) ส่วนภูมิภาค

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ศิลปะการสอบสวนเด็กกระทำผิด

 

อันที่จริงแล้ว ศาสตร์และศิลป์ในกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเด็กหรือเยาวชนไม่ว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัว พศ.2553 เป็นต้นหรือบรรดากฎกระทรวง  ระเบียบ ประกาศกระทรวง ของกรมใดที่ทำงานเดี่ยวกับเด็กกระทำผิดกฎหมายอาญา มิได้กำหนดไว้เลยว่า ต้องใช้ศิลปอย่างไรในการสอบสวน

หากกล่าวไม่เกินความจริง ทางตำราหามีไม่ แต่แนวทางปฏิบัติหลังจากการออกไปทำงานบ่อย ๆ พบว่า ในการสอบสวนเด็กกระทำผิดกฎหมายที่เรียกว่า ร่วมสอบสวนกับพนักงานสอบสวน ตามกฎหมายพบว่า ลึกๆ แล้ว มีศิลป์และศาสตร์  ขอหยิบยกเพื่อเป็นข้อสังเกตดังนี้

1.การไปถึงสถานที่สอบสวนก่อนแต่เนิ่น ๆ จะเห็นที่ทางตาม ป.วิ.อาญา ว่า การจัดสถานที่สอบสวนเหมาะสมหรือไม่ อันนี้พนักงานอัยการต้องรอบคอบ หาที่ทางไม่แยกกระทำเป็นสัดส่วนในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก อาจสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายได้ เรียกว่า ต้องดูฮวงจุ้ย อย่างเหมาะสมตามกฎหมาย

2.การไปแบบแนะนำตัวและไม่แนะนำตัว บางทีไปก่อนที่จะเห็นคนสอบสวน และคนถูกสอบสวน ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ได้อะไรอีกเยอะว่า อันนี้เป็นประสบการณ์ ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก แต่หากไปแบบแสดงตัวก็เป็นรูปแบบ แล้วแต่แนวของแต่ละท่าน นี่ก็เป็นศิลปะ

3.การอดทนต่อการรอคอยบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพราะองค์คณะแต่ละเคส บางท่านก็สายเสมอ บางท่านก็เป๊ะ และเมื่อรอคอยก็ต้องมีมนุษย์สัมพันธ์  เป็นการประสานกลายๆ  บางทีการประสานกลายได้มากกว่าการสอบสวนเด็กก็มี แต่บางรายเป็นการประสานงาไป  อันนี้ก็เป็นศิลปะ

4. การร่วมสอบสวนต้องไม่ก้มหน้าจดคำให้การอย่างเดี่ยว ต้องดูอากัปกิริยาของผู้สอบสวน ผู้ให้การ ผู้ร่วมสอบสวนด้วยกันด้วย อันนี้ก็เป็นศิลปะ  เอาไว้แค่นี้ก่อนครับ งานเข้า เดี๋ยวมาโพสใหม่

 

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ศิลปะการสอบสวนเด็กกระทำผิด(ต่อ 1)

5.ในระหว่างการสอบสวนจะต้องมีอุปกรณ์เทคโนโลยีประกอบตามกฎหมาย ดังนั้นเพื่อป้องกันการสอบซ้ำ และเซฟ ต้องดูความพร้อมของอุปกรณ์เหล่านี้ด้วย แต่เรื่องอุปกรณ์การถ่ายทอด เป็นยาขมที่เจ้าพนักงานต้องจัดให้เรียบร้อย การจัดหามาเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ให้การสอบสวนสมบูรณ์ตามกฎหมายเป็นภารกิจของคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง อัยการยังไรเสียต้องไม่ละวาง ล้วนแต่ต้องใช้ศิลปะแบบเนียน ๆ อันนี้ต้องมีชั่วโมงการเนียนพอสมควร ซึ่งในกฎหมายไม่ได้บอกไว้ แต่ต้องมี ครับผม

6.ในเนื้อหาการสอบสวน  ในการสอบสวนเด็กผู้ต้องหา พยาน ผู้เสียหาย หากท่านพิจารณาองค์ความรู้แล้ว ในคู่มือการสอบสวนนับอายุเด็กตอนสอบสวนว่า เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี นั่นเป็นวิอาญา ไม่ใช่ไม่ถึงสิบแปดปี หากพิจารณาให้ละเอียดแล้วเทียบดูอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้ศิลปะเช่นกัน

จากการตรวจจับ เด็กกระทำผิด มาถูกจับหลังอายุ 18 ปี ยังต้องตรวจจับกล่าวคือ พนักงานสอบสวนต้องยื่นคำร้องตรวจจับไปศาล แม้อายุเด็กจะเกิน 18 ปีแล้วก็ตาม

ในส่วนการสอบสวนเด็กกระทำผิด ถามว่า หากเด็กที่กระทำผิดมาถูกจับเมื่ออายุ 18 ปี แล้ว ถามว่า ต้องใช้ที่ปรึกษาหรือทนายความ อันนี้เป็นศิลปะเช่นกัน ที่เป็นศิลปะจะเห็นว่า มาตรา 75 วรรคสอง พรบ.ศาลเยาวชน 2553 บอกว่า ในการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำเด็กซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดจะต้องมีที่ปรึกษากฎหมายร่วมอยู่ด้วยทุกครั้ง......

กฏหมายไม่ได้บอกว่า แล้วมาจับเด็กเมื่ออายุเกิน 18 ปีแล้ว ในการสอบสวนต้องใช้ที่ปรึกษาหรือทนายความ หากมาดูภาคทั่วไปของกฎหมาย พบว่า หากมีกฎหมายเฉพาะแล้ว ไม่ต้องดูบททั่วไป ในกฎหมายศาลเยาวชนไม่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน หากแปลว่า เด็กอายุเกินแล้ว แต่ตอนทำผิดเป็น การสอบสวนยังต้องใช้ที่ปรึกษา อย่างนี้จะถูกต้องหรือไม่ อย่างไร  หรือต้องใช้ทั้งทนายหรือที่ปรึกษาไปพร้อมๆ กัน เอาละวา

ในส่วนตัวเห็นว่า  กฎหมายน่าจะมีเจตนารมณ์ดูตอนสอบปากคำ หากเป็นเด็กจะต้องมีที่ปรึกษา ต้องโยนไปให้วิอาญา ดูตอนสอบ อันนี้ก็เป็นศิลปะ......หากสงสัยมาถกกันซักรอบสองรอบดีไหมครับ สำหรับศุกร์นี้เป็นศุกร์เบาๆ  แล้วค่อยมาเติมศิลปะการสอบสวนเด็กใหม่สัปดาห์หน้า ครับ

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ศิลปะการสอบสวนเด็กกระทำผิด  (ตอนสุดท้าย)

 

หากมีข้อมูลที่คิดได้มากกว่านี้ จะยกยอดต่อไปอีกในวันหน้า แต่ตอนนี้คิดได้ว่า จะสรุปให้เป็นตอนสุดท้าย เผื่อได้ดูกัน และวิพากย์กัน เพราะช่องทางในการนำเสนอ เวทีเปิดสาธารณะที่ผมเอย ไม่ค่อยได้มีโอกาส อันที่จริงกรมเราน่าจะเปิดให้มาก พูดกันในหมู่พี่น้อง ผิดบ้างถูกบ้าง น่าจะเป็นผลงานทางวิชาการที่งดงาม

เป็นอีกว่า การดูอายุเด็กก็ขอดูจากบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารทางราชการที่เหมาะสม  เพราะหลายคดีที่ผ่านมา คิดว่า หน้าตาแบบนี้เป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว ไม่ได้ เด็กต่างด้าวไม่มีเอกสารก็ต้องมีคำยืนยันจากรายงานแพทย์ก่อนว่า เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดจริง ๆ มิฉะนัน อาจแพ้ฟาวล์ได้ แบบที่เรียกว่า เทคนิเคิลน๊อกเอ้าท์

เมื่อได้ดำเนินการขั้นตอนของการเข้าสู่การสอบสวน ในการซักถาม ก็เป็นอีกขั้นตอนที่ต้องใช้ศิลปะ ในการซักถามกฎหมายก็กำหนดไว้แล้ว เช่น มาตรา 133  ทวิ คำถามต้องไม่กระทบเที่อนจิตใจเด็กอย่างรุนแรง  ห้ามซ้ำซ้อน และคำถามอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นคำถามชี้นำ คำถามปลายปิด เป็นต้น

บรรยายกาศการให้เด็กตอบคำถาม ต้องสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง อันนี้ก็เป็นศิลปะ แต่สถาบันมีการฝึกอบรมบ้างให้เห็นว่า เราเองก็มีหลักสูตร อาจทำให้มุมมองจากคนภายนอก โดยเฉพาะองค์กรเด็ก อาจมองว่า พวกเราให้ความใส่ใจก็ได้นะครับ ศิลปะเหล่านี้จริงอยู่เป็นพรสวรรค์ หากมีการเติมให้เต็มโดยตั้งเป็นหลักสูตรในจิตวิทยา ผมก็ว่า น่าสนใจ ท่านที่เกี่ยวกับจัดหลักสูตรน่าเอาไปใช้เป็นโครงการ ได้แบบ เนื้อๆ

ระยะเวลาในการสอบสวน เนื้อหาความยาว สัมพันธ์ เกี่ยวกันแยกไม่ออก เป็นศาสตร์และศิลปะ  บางที พงส.กำกับบท ไม่รวบยอด เยิ่นเย้อ อัยการ และสหวิชาชีพต้องพิจารณาใช้ดุลพินิจร่วมกัน หาทางออก ให้รูปแบบการสอบสวน ออกมาเป็นยุติธรรมและเป็นจริงให้มากที่สุด

ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนย่อยในการนำเสนอ ศิลปะการสอบสวนเด็กกระทำผิด หวังว่า เป็นการเปิดประเด็นนำเสนอแด่ท่านผู้รู้  เผื่อเป็นการจุดประกายท่านผู้มีอำนาจ ใคร่ครวญถึงกิจกรรมขององค์กร ที่มีอำนาจหน้าที่ต่อเด็ก ผมก็หวังเช่นนั้น มาตอนนี้ผมว่า หลายท่านที่อ่านตอนนี้ก็คงคิดเช่นเดียวกันใช่ไหมครับ

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

คำตอบล่าสุด

 

ในการตรวจสำนวนที่เด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิด กฎหมายบังคับต้องมีที่ปรึกษาร่วมอยู่ด้วยทุกครั้งในการสอบปากคำหรือแจ้งข้อหา มาตรา 75 พรบ.ศาลเยาวชนฯ

ถามว่า หากเด็กหรือเยาวชนถูกดำเนินคดีและสอบสวนปากคำแจ้งข้อหา ตอนอายุ 18 ปีเป็นต้นไป จะใช้ที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความ หรือไม่ใช้

ขอเรียนว่า ตามกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ ก็ตาม หากดูเจตนารมณ์แล้ว เห็นว่า หากไม่ใช้ทั้งทนายความหรือที่ปรึกษา น่าจะไม่ได้ เพราะคดีเด็กหรือเยาวชน เจตนารมณ์น่าจะต้องมีบุคคลเฉพาะเข้ามาดูแลคุ้มครอง

กรณีจะต้องใช้ทนายหรือที่ปรึกษากฎหมาย เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า หากยึดหลักการตาม วิ.อาญา อาจเป็นปัญหาในการใช้บังคับได้เพราะ ไม่ได้สนับสนุนการ เข้ามาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กหรือเยาวชนที่กระทำผิด

สรุป ดังนั้น กระบวนการสอบปากคำและแจ้งข้อหา เด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่า กระทำผิด อันเป็นกรณี มีกฎหมายเฉพาะ จึงต้องมีที่ปรึกษาร่วมอยู่ด้วยทุกครั้ง แม้ขณะสอบปากคำหรือแจ้งข้อหา จะอายุ 18 ปี แล้วก็ตาม

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

การสอบสวนเพิ่ม<????>

ในการสอบสวน หลักการแล้วสอบสวนเพียงครั้งเดียว หากบางทีเมื่อนำสำนวนหนึ่งสำนวนมาสำรวจดูพบว่า บางสำนวนจะมีการสอบสวนเพิ่มในพยาน ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา ได้ ส่วนใหญ่มุมมองการสอบเพิ่มเป็นการพิจารณาว่า สอบสวนปากคำบุคคลเพิ่ม แต่ทางปฏิบัติ หาเป็นเช่นนั้นไม่ การจัดทำบันทึกในสำนวน บางทีเป็นการเพิ่มในส่วนของเอกสาร เช่น บัญชีของกลางเพิ่มเติม บัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเพิ่มเติม หรือที่เกิดเหตุเพิ่มเติม มองว่า ไม่เป็นการสอบสวนเพิ่ม เป็นเพียงการจัดทำเอกสารหรือบันทึกเพิ่ม

หากพิจารณาอย่างละเอียด อาจนับว่า เป็นการสอบสวนเพิ่มอย่างหนึ่งเหมือนกัน และสำคัญด้วย พอๆ กับเอกสารที่มีอยู่แล้ว เพราะอาจทำให้การสอบสวนกระจ่าง เสียยิ่งกระจ่าง อาจนำไปสู่การทราบเจตนาของผู้กระทำผิด หรือตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงได้ เช่น คดีฆาตรกรต่อเนื่อง ซ่อนเงื่อน หรือที่ที่วางแผนหลอกล่อเจ้าหน้าที่่

ดังนั้น ลำดับเอกสารที่เจ้าพนักงานได้มา พนักงานสอบสวนผู้จัดทำเอกสารเพิ่ม ต้องไล่เรียงเข้ามาในสำนวนเพื่อให้ผู้ตรวจ ทราบที่มาที่ไปของข้อเท็จจริง ซึ่งไม่แปลกหรือมีพิรุธแต่ประการใด หากแต่ว่า ทำให้การพินิจคดี เป็นไปโดยรอบคอบ นี่เป็นการสอบสวนเพิ่มเองของพนักงานสอบสวน

อีกกรณีเป็นกรณี สอบสวนเพิ่ม โดยอัยการ เห็นว่า การสอบสวนยังไม่สิ้นกระแสความ แล้วสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันนี้ อัยการต้องมีความละเอียดและรอบคอบ ในการสั่งสอบสวนเพิ่มเติม ประเด็นการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม จึงต้องระมัดระวัง สมเหตุสมผล การนำไปสู่การสั่งคดี เป็นศาสตร์และศิลป์เช่นกัน ต้องมีการพูดคุยระดับ สัมนากันบ้าง เพราะเท่าที่ ประสบมาพบว่า ปัญหานี้ไม่ค่อยมีการหยิบยกมากนัก บางทีอาจนำไปใช้ในการทำสารานิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ได้ด้วย

ตัวอย่าง มีคดีอยู่หนึ่งคดี พนักงานสอบสวนให้พิจารณาสั่ง ปรากฎว่า มีเวลาเหลือ 3 วัน ต้องฟ้อง การพิจารณาสำนวน ต้องใช้สมาธิสูง เมื่อดูแล้ว เป็นคดีทางเพศ มีการละเมิด ทางเพศระหว่างวันที่ ถึงวันที่ จำนวน 12 ครั้ง วันเว้นวัน โดยไม่ได้สอบสวนว่า แล้ววันไหน เพิ่มพิจารณาในส่วนมาตรา 91 หลายกรรม อันนี้ต้องสอบสวนเพิ่มเพื่อให้ปรากฎว่า จำนวน 12 กรรม เป็นวันเวลาไหนบ้าง และสำนวนดังกล่าวพนักงานสอบสวนยังตั้งข้อหาว่า ข่มขืนกระทำชำเรา ตามมาตรา 276 ซึ่งก็ถูก แต่ปรากฎว่า เด็กผู้เสียหายเป็นหญิง อายุกว่า 13 แต่ไม่เกิน 15  ปี อันนี้ก็ต้องสอบสวน ฐานความผิดใหม่ ตามมาตรา 277 น่าจะตรงรูปเรื่องกว่า

พนักงานอัยการผู้ทำสำนวน เปรียบเหมือน เจ้าพนักงานอำนวยความยุติธรรม ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยถูกต้อง พนักงานอัยการ ต้องมีความรอบคอบ ไม่ว่า คดีจะมีการพิจารณาว่า สอบสวนเพิ่มหรือไม่ก็ตาม เพื่อทันกับเวลาที่มีอยู่

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

การสอบสวนคดีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน

ปกติแล้ว ในการทำคดีอาวุธปืนหมายความว่า เป็นสำนวนที่จับกุมผู้กระทำผิดได้ โดยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุน เป็นของกลาง ส่วนข้อหาอื่นๆ ที่พ่วงตามมาด้วย เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆ่า ฯลฯ ทำให้เป็นการกระทำหลายกรรมหรือต้องรับผิดฐานอุกฉกรรจ์ตามกฏหมาย  หากไม่มีอะไร อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลางครบถ้วน เป็นของกลาง คดีก็ไม่มีปัญหาอะไร อันผู้ทำสำนวนที่เกี่ยวข้อง ถือว่า เบสิกมากๆ

ที่เป็นปัญหาคือ หากแต่ของกลางในคดีที่พูดถึง อาจไม่ครบ เช่นมีอาวุธปืน ไม่มีเครื่องกระสุนปืน หรือมีเครื่องกระสุนปืน ไม่มีอาวุธปืน ปัญหาตามมาจะบรรยายฟ้อง และสืบพยานถึงชนิด ขนาด จำนวน อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนกันอย่างไร อันนี้ต้องมาไล่เรียงกัน ในปัญหาที่จะพูดและกล่าวกันดู ในเรื่อง หนังสือนำส่งตรวจพิสูจน์ของกลาง

หนังสือดังกล่าว เป็นหนังสือราชการ ทำจากพนักงานสอบสวนไปยังหน่วยตรวจพิสูจน์อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง พนักงานสอบสวนทำตามแบบ โดยมีวัตถุประสงค์บอกเป็นข้อ ๆ ไป ปัญหาที่จะกล่าวถึง คือ บางทีพนักงานสอบสวนไม่ได้ขอไปให้ตรวจ ผู้ชำนาญการหรือผู้เชี่ยวชาญ สามารถตรวจและตั้งเป็นประเด็นไว้ได้หรือไม่ อย่างไร

เป็นที่ยอมรับกันว่า ในการทำหนังสือดังกล่าวส่งไป พนักงานสอบสวน ไม่ได้บอกในรายละเอียดของคดีเท่าที่ควร ผู้ตรวจเขาก็ตรวจตามที่ขอ ไม่ออกนอกวัตถุประสงค์ของการตรวจ อันนี้ทำให้พนักงานอัยการผู้ตรวจพบว่า เนื้อหาการส่งพิสูจน์บกพร่อง ทำให้การต้องสั่งสอบเพิ่ม อันที่จริง การไปยึดกับคำขอหรือวัตถุประสงค์ในหนังสือของพนักงานสอบสวนอย่างเดียว อาจทำให้เกิดข้อขัดข้องในการทำสำนวนได้ หากนับว่า การตรวจพิสูจน์น่าจะให้อำนาจของผู้ชำนาญการพิเศษ สามารถทำความเห็นได้มากกว่าหนังสือนำส่ง น่าจะเป็นการอำนวยความยุติธรรม เรื่องนี้มีมานาน ยังไม่เห็นหรือทราบว่า มีการแก้ไขกันอย่างไรในปัญหานี้ ก็อยากดูว่าจะแก้กันอย่างไร เพื่อความรวดเร็วและอำนวยความยุติธรรมในคดีอาญาอย่างแท้จริง อยากเห็นครับ

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ทางแก้สำนวนด่วน

ปัญหาการตรวจสั่งสำนวนในสำนักงานคดีเยาวชน ส่วนใหญ่แล้วพบว่า ปัญหาสำนวนด่วนที่เจ้าพนักงานตำรวจส่งให้พิจารณาแบบด่วนๆ แบบกำปั้นทุบดิน หมายความว่า เป็นสำนวนที่เหลือเวลาให้พิจารณาน้อยกว่าที่เคยตกลงกัน เช่น คดีที่ผัดได้ สี่ ผัด หมายถึงคดีอุกฉกรรจ์ โทษเกิน 5 ปี ที่ตกลงกัน จะเหลือไว้ให้อัยการพิจารณา 1 ผัด ราว 15 วัน ส่วนที่เป็นคดีโทษไม่เกิน 5 ปี จำนวน 2 ผัด จะเหลือเวลาให้อัยการพิจารณา จำนวน อย่างน้อย 3 วัน แต่ที่เรียกว่า ด่วนคือ สำนวนที่ไม่เหลือเวลาให้พิจารณา จึงเรียกว่า สำนวนด่วน

หาก สน.ประสานล่วงหน้า ไว้ มากๆ คงไม่ทำความลำบากให้อัยการ หากแต่ไม่ประสานกัน ปัญหาก็จะตกแต่ ทางราชการ และคดี ผลตกกับทุกฝ่าย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ฉันใด ฉันนั้น

หลักการตรวจสำนวน เท่าที่พบอัยการคงทราบดีทุกคน ว่า บรรยากาศด่วนเป็นอย่างไร แต่อยากรีวิว อีกสักครั้ง เพราะในสำนักงานเยาวชน เผื่อเจอด่วนจะได้มีทางแก้ คงต้องพิจารณาดังต่อไปนี้

หลักการทุกสำนวนมีทางแก้เสมอ ไม่ว่า จะเป็นสำนวนประเภทไหนก็ตาม

ทำใจว่า วันนี้ไม่เจอ เดี๋ยวยังไงก็เจอแน่นอน

หากต้องเจอต้อง ตั้งหลักก่อนว่า สำนวนต้องการดูจากคนรอบข้างหลายคน (เดี๋ยวมาต่อครับ)

 

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ทางแก้สำนวนด่วน ตอนที่ 2

 

สำหรับทางแก้ปัญหาสำนวนด่วนตอนที่ 2 @@@

คงเป็นแนวคิดส่วนบุคคล หากนำไปเชื่อมโยงกับแต่ละแนวของท่าน โปรดลองพิจารณาดูนะครับ

ข้อแรก หลักการประสานบูรณาการ ประชาสัมพันธ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า อันตรายจากสำนวนด่วน ผลร้ายจะมีประการใดบ้าง อันนี้เชื่อว่า หลายท่านเข้าใจไม่ยาก เพราะหากพิจารณา ตามความเป็นจริง พนักงานสอบสวน ใช้เวลาสอบคดีเยาวชนกระทำผิด รวมเป็นเวลา ประมาณ 90 วัน สำหรับกรณีความผิดอาญาที่มีอัตราโทษ จำคุกกว่า 5 ปี หรือกรณีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ระยะเวลาประมาณ 60 วัน นับว่า พนักงานสอบสวนใช้เวลาทำมากทีเดียว หากให้พนักงานอัยการพิจารณาเพียงแค่วันสองวัน หรือสามสี่ชั่วโมง นับว่า เป็นการสุ่มเสี่ยงเป็น อย่างมากให้การทำคำฟ้อง และสืบพยาน อันนี้ต้องประสานบูรณาการ ประชาสัมพันธ์เปรียบเทียบให้พนักงานสอบสวน เข้าใจ และต้องเข้าใจ ทำด้วยครับ 

ข้อสอง หากพนักงานสอบสวน อ้างว่า ผลพิมพ์มือไม่ได้ พินิจไม่ได้ อันนี้ ต้องพยายามใช้หลักประสาน ประสาน อันต่างจากข้อแรก เพราะมีสองประสาน ไม่มีบูรณาการและประชาสัมพันธ์ ท่องในใจว่า มันน่าจะได้ มันน่าจะได้ นะ หากแต่สำนวนลากกันมาแล้ว ไม่ได้ตามข้อกล่าวอ้าง อันนี้ พนักงานอัยการ ก็น่าจะต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ ดูมันไกลไปหรือเปล่า แต่ผมว่า ท่านผู้บังคับบัญชา ระดับ อจ. ฝ่าย น่าจะสามารถใช้ดุลพินิจได้ นะครับ กล่าวคือ ไปอาศัยการฟ้องไปก่อน แล้วขอเพิ่มเติมฟ้อง หรือ ดันสอบไปก่อน อันนี้ ไม่รู้ว่า เป็นการเปิดหน้าชกมากไปหรือเปล่า ทางออก ต้องยกระเบียบแบบฝืนใจว่า ไม่มีไม่ได้ (แบบอยากรับ)

ข้อสาม หลักเข้าใจกัน เป็นหลักการที่ไม่มีในกฎหมายหรือระเบียบใดๆ อันนี้ต้องอาศัยชั่วโมงบินของแต่ละท่าน ลำพังผู้เขียนอาจภูมิน้อยไป ผมเชื่อว่า ผบ.ระดับ อจ.หรือฝ่าย น่าเป็นที่พึ่งของน้องๆ ได้ หลักความเข้าใจกันนี้ ผมว่า อัยการเราบ่มเพาะกันมารุ่นต่อรุ่น  ผู้ใหญ่ในกรมเราเป็นที่พึ่งของน้อง ๆ ได้เช่นกัน

สรุปแล้วหลักการจัดการกับสำนวนด่วน ล้วนเป็นเทคนิค เป็นศาสตร์ อะไรต่อมิอะไร เข้ามา ทำให้ผู้ตรวจสอบสำนวนต้องรับศึกหนัก ซึ่งเวที ต้องมีพี่เลี้ยง ผมเชื่อว่า ปัญหาเหล่านี้มีมานาน และก็ยังคงมีต่อไป จนกว่า ไม่มีตำรวจ ไม่มีอัยการ ศาล ก็น่าเชื่อว่า ไม่มีปัญหา ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ผมก็ภาวนาว่า ควรมีไว้บ้างสักสองสามเปอร์เซ็นต์ จะได้มีตำรวจ อัยการ ศาล ไว้เป็นเพื่อนทำงานกัน นะครับ หรือท่านผู้รู้ว่าอย่างไรดีครับ 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

บทสรุป หนังสือเวียน  ด่วนที่สุด ที่ อส 0007(พก)/ว 232 ลงวันที่ 6 กันยายน 2556 @@@@@

ข้อ 2 ข้อ 2.1 ในชั้นสอบสวน มาตรา 75 วรรคสอง พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ หากไม่มีที่ปรึกษากฏหมาย(ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับ)  ห้ามพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบปากคำเด็ดขาด เพราะการสอบปากคำเด็กฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเน้นว่า อันจะมีผล(ไม่ใช่อาจด้วย)ให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วย และถ้าหากพนักงานสอบสวนยังคงส่งสำนวนการสอบสวนมาให้ พนักงานอัยการสามารถปฏิเสธการรับสำนวนการสอบสวนได้  อันนี้ถือว่า เป็นหลักยึดได้ในระดับปลอดภัย ระดับหนึ่ง แม้จะมีบางส่วนบางท่านเห็นต่าง ก็ตาม

ถือว่า เป็นบทตัดตั้งแต่ขั้นตอนในการร่วมกันสอบสวน กับบุคคลที่ไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมายตั้งแต่แรก ที่เรียกว่า สหวิชาชีพ ซึ่งมิได้นำหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาใช้เลย หากแต่ใช้แนวทางของ พรบ.ศาลเยาวชน ฯ ฉบับปัจจุบันมาใช้ ตามตัวบท ฉันใดก็ฉ้นนั้น เป็นที่รับรู้แต่ต้นว่า หากพนักงานอัยการจะเข้าร่วมสอบสวนด้วยกรณีเด็กหรือเยาวชนกระทำผิดคดีอาญา และเข้าเงื่อนไขที่ต้องมีทีมสหวิชาชีพ (กรณีอายุไม่เกิน 18 ปี) และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พนักงานอัยการต้องตรวจในทีมสหวิชาชีพในส่วนของที่ปรึกษากฏหมาย ต้องมิใช่บุคคลอื่น

แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือเวียนดังกล่าว ไม่ได้กล่าวถึง ตอนที่เด็กหรือเยาวชนกระทำผิด แต่มาถูกจับได้ตอนอายุ 18 ปี แล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไร

เห็นว่า นัยยะดังกล่าวตามหนังสือเวียน ได้ตอบโจทย์ไว้แล้วว่า ต้องใช้ที่ปรึกษากฏหมาย เฉพาะกรณีตามตัวบทเท่านั้น  หากเป็นไปตามปัญหาคงต้องรอการตีความต่อไป

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ทางออก ทางเลือก

 

ในทางปฏิบัติที่จะต้องทำตามกฏหมายให้ครบถ้วนถูกต้อง กรณีที่กฏหมายบัญญัติขึ้นมาแล้ว ทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ยากที่จะปฏิบัติ นักกฏหมายส่วนใหญ่จะพึ่งแนวคิด คำพิพากษาฎีกา หรือชี้แย้ง ความเห็นของนักกฎหมาย กฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด มาประกอบความเห็นในการทำงานให้ลุล่วงไป เรียกว่า ง่าย ๆ ว่า ต้องมี BACK UP  สนับสนุนการทำงานให้บรรลุตามเจตนารมณ์กฎหมาย นั่นเอง

หากแต่ยามฉุกเฉิน เคร่ืองไม้เครื่องมือ ดังกล่าวไม่มี เราก็ต้องอาศัยคำสั่งจากข้างบน เป็นเกราะคุ้มกันการทำงาน ให้มีทางออก ที่ดีที่สุด

ผมพยายามคิดไว้นานแล้ว ว่า ปัญหาการบังคับใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในตอนนี้เรื่องที่ปรึกษากฏหมาย พบว่า ยังไม่มีทาง นอกจาก การมี คดีตัวอย่างนำร่อง ประการหนึ่งโดยอาจขึ้นมาที่ขออนุญาตฟ้อง หรือยอมให้คดีขึ้นศาลและมีการหยิบยกพิจารณาประเด็นนี้  หรืออีกประการหนึ่งคือ การอาศัยคำสั่งศาลเยาวชนกลางที่เป็นแกนหลักของทุกศาลในต่างจังหวัด ร่วมกันหาทางเลือก

ลึกๆ ก็หวังเช่นนั้น ว่า ต้องมีทางออก แน่นอน

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ทางเลือกในการปฏิบัติงาน กรณีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ อส 0027(ปผ)/ว 127 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม  2554 @@@@

ในส่วนของแนวทางการตรวจรับสำนวนคดีอาญา ตามหนังสือ ว.ดังกล่าวพบว่า ต้องมีรายงานการสืบเสาะของสถานพินิจประกอบในสำนวนการสอบสวนด้วย ถ้าไม่มีรายงานดังกล่าว ให้ถือว่า การสอบสวนคดีนั้นยังไม่เสร็จ........ให้พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่รับหรือคืนสำนวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนรับไปดำเนินการต่อไป เว้นแต่.....

ทางปฏิบัติพบว่า หลายคดีตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาแล้ว ปรากฎว่า ผู้ต้องหาได้หนีประกันตัวไป ไม่มาให้พินิจเลย เวลาก็ใกล้ครบผัดฟ้อง ตำรวจเห็นว่า สำนวนเสร็จแล้ว คดีก็ไม่มีปัญหาทางพยานหลักฐานแต่อย่างใด ยกเว้นไม่มีรายงานสถานพินิจเท่านั้น บางสำนักงานเห็นว่า หากปล่อยไปคดีจะเสียหาย เมื่อเห็นดังนั้นเลยรับสำนวนมาฟ้องให้ ศาลท่านก็เข้าใจดี รับฟ้องไว้ ออกหมายจับจำเลย จำหน่ายคดีไป(ซึ่งตามกฎหมายถือว่า ตัวเด็กอยู่ในอำนาจของศาลแล้ว หากฟ้องเด็กที่อยู่ในอำนาจศาล ศาลต้องรับฟ้องอยู่แล้ว)  เป็นอีกทางออกที่หลายคนเฝ้ารอ อยากมีหลังอิงเพื่อจะได้เอนกายแบบว่า มีพี่เลี้ยง ผมเองก็อยากสนับสนุนแนวทางที่เห็นว่า สำนวนเป็นของราชการโดยรวมเป็นของรัฐ ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่อัยการ และไม่ใช่ของศาล กรณีทำหรือปฏิบัติไปแล้ว ไม่ทำให้เกิดความเสียหายก็น่าจะทำได้

พบว่า มาตอนนี้ยังไม่เห็นมีอะไรสุ่มเสี่ยงเลย สมมติว่า จำเลยเข้ามาแล้วต่อสู้ว่า คดีนี้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีพินิจ ก็ไม่มีน้ำหนักพอ เพราะว่า ข้อหาพยานหลักฐานทางอาญาก็มีอยู่ครบถ้วนแล้ว ลำพังสืบเสาะอย่างเดียว ไม่น่าทำให้พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ไม่รู้ว่าแนวคิดแบบนี้ เข้าข้างสถานพินิจหรือตำรวจมากไปหรือไม่ อยากฟังจากผู้รู้ครับ

 

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

ปัญหาการสอบสวนเด็กและเยาวชนในชั้นสอบสวน@@@@

ขออนุญาตนำปัญหาของพนักงานสอบสวนมาให้ท่านพนักงานอัยการเยาวชนและผู้สนใจทราบ เพื่อช่วยกันทำงานสอบสวนเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนให้บรรลุ เพราะใน พรบ.ศาลเยาวชนและครอบครัว ฯ บัญญัติมาค่อนข้างไม่ครอบคลุม  ก็ติติงกันไปตามสภาพของทำงานแล้วเกิดปัญหาละครับ

ปัญหาของพนักงานสอบสวนที่พบแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการสอบสวนปากคำของพยาน ผู้เสียหาย และผู้ต้องหาที่เป็นเด็กตาม ปวิอ.ด้วย ซึ่งหมายความว่า ในส่วนของ พรบ.ศาลเยาวชนฯ ก็ต้องพิจารณาด้วยอีกส่วน เป็นอะไรที่เรียกว่า ฝาแฝดทางกฎหมาย ไปไหนไปด้วย โดยไม่ได้ช่วยซักบาท จะไปยึดคัมภีร์แต่ของเดิม ๆ ว่า ปวิอ. แก้ปัญหาในการสอบสวนแบบเบ็ดเสร็จคงมิได้ หากกรณีเป็นเด็กหรือเยาวชน พนักงานสอบสวนเอง ต้องมาศึกษา พรบ.ศาลเยาวชนฯ อีกด้วย กรุณา อย่าหนีไปไหน อย่างไงอย่างงั้น (จริง ๆ ต้องบอกว่า อย่างไรอย่างนั้น) 

ด้วยภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งนี้  พนักงานสอบสวน มีอำนาจหน้าที่หลายด้าน หรือสวมหมวกหลายใบ ทำให้ ค่อนข้าง จะลำบากในการนำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับ อันนี้ เลือดไม่เข้า ตาใครก็คง ไม่ทราบว่า สร้างปัญหาด้วยเช่นกัน และยิ่งกฎหมายเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำให้อ่านยาก ตีความผู้ร่างก็ยาก ผู้ใช้ยิ่งยาก เป็นสัดส่วนตามกันเป็นทวีผลลัพธ์

แม้เป็นปัญหาอื่น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน ไม่ว่าเป็นการสอบสวนชั้นจับกุม การสอบสวนชั้นพนักงานสอบสวน การแจ้งข้อเท็จจริง การแจ้งสิทธิ การแจ้งข้อหา การมีทีปรึกษา ตรวจจับ หรือ คำร้องขอควบคุมตัว การผัดฟ้อง การส่งสำนวนประเภทขาดผัดฟ้อง ซึ่งต้องมีหนังสือปะหน้าเพิ่มขึ้นอีกยิ่งงงในระเบียบของพนักงานอัยการ หรือการส่งสำนวนปกติ ส.๑ ส.๒ ส.๓ ส.ฟื้นฟู ส.คุ้มครอง ส.รุนแรง หรือ คดีมาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดี งงไปหมด คนกันเองก็ยิ่งงง แม้บางท่านคนกันเองจะไม่งงก็ตาม

หรือกรณีส่วนที่ไม่ไกลตัวเองก็ตามเถอะ ไม่ว่า การปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชน การจับกุม การบันทึกการจับกุม การส่งตัวจับ การสอบสวนแบบพิเศษต้องมีสหวิชาชีพ ซึ่งจะต้องประสาน บางที ควักเนื้ออีกด้วย  ต้องรอบคอบ หากพลาดพลั้ง อาจเกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินส่วนต้วของเจ้าพนักงานสอบสวน อันนี้ไม่ได้ข่มขู่เจ้าพนักงานนะครับ

และแม้จะอยู่ห่างออกไปอีกนิด  แต่ก็ในหน้าที่พนักงานสอบสวน ยังต้องประสานกับพนักงานอัยการ ยิ่งยาก หากไม่ประสานงานกัน เข้าใจในบทบาทแต่ละองค์กร ยิ่งห่างต่อความเข้าใจ ทั้งที่รู้ว่า หลายจังหวัด มีการทำ MOU กัน เพื่อให้งานสอบสวนเด็กหรือเยาวชน เป็นไปโดยรอบคอบ เรียบร้อย ตามทาง แบบมืออาชีพ

บทสรุปของปัญหาพนักงานสอบสวน คงมีอะไรอีกมาก เป็นปัญหาที่ต้องการความเข้าใจจากหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง ไม่ว่า ศาล อัยการ ที่ปรึกษา สหวิชาชีพ และประชาชน มีบางละ ทำไปแล้ว หาคำอธิบายยาก คนฟังก็ไม่เข้าใจ คนพูดก็ถ่ายทอดลำบาก ยิ่งทำให้ งานคดีสอบสวนเด็กหรือเยาวชน เป็นงานที่ไม่ง่าย ต้องมีเวลาทำความเข้าใจอีกระยะ เป้าหมายเพื่อเด็กและเยาวชนที่มีคุณภาพ ฝ่ายกฏหมายหลายท่านคง ให้กำลังใจ พนักงานสอบสวนในงานที่เกี่ยวข้อง ผมเชื่อว่า ไม่มากก็ ไม่น้อย ใช่ไหม ครับ

สำหรับผมเอง หากพนักงานสอบสวนท่านใด มีปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้อง ลองมาคุยกันก็ได้ครับ..... ผมขอเป็นส่วนหนึ่งของผลผลิต พรบ.ศาลเยาวชน ฯ

ณรงค์ฤทธิ์ เสมอเหมือน's picture

เรียนท่าน ว่าที่  อจ.รุ่น 33 โปรดติดตาม บทความสุดท้ายของ หัวข้อที่ 15 @@@@@

คิดร่วมกัน อาจมีทางออก